|
www.recyclechon.com=>
นานาสาระ ->
หาข้อมูลราคาก่อนเปิดร้านรับซื้อของเก่า
| |||||||
อื่นๆที่คล้ายกัน |
หาข้อมูลราคาก่อนเปิดร้านรับซื้อของเก่า
จำนวนผู้เข้าชม : 6338 คน
รายละเอียด
หาข้อมูลราคาก่อนเปิดร้านรับซื้อของเก่า ประเภท : นานาสาระ # เปิดโปงกลยุทธ์ราคาของเก่า: สิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนเริ่มเปิดร้านสวัสดีครับพี่น้องชาว "ขยะทองคำ" ทุกท่าน ยินดีต้อนรับเข้าสู่วงการที่คนนอกมองว่า "เหม็น" แต่คนในรู้ดีว่า "หอม" ขนาดไหน! ผมยืนอยู่ในวงการรีไซเคิลมานับสิบปี เห็นคนรวยเพราะขยะมาก็มาก และเห็นคนเจ๊งเพราะ "ตัวเลขบนกระดาน" มาก็เยอะหลายคนชอบเรียกผมว่ากูรู แต่ผมชอบเรียกตัวเองว่า "คนคลุกถังขยะ" มากกว่า ชีวิตในกองขยะมันสอนอะไรเราได้มากกว่าตำรา MBA ในมหาวิทยาลัยเสียอีกครับ เพราะที่นี่คือ Real Sector ของจริง เงินสดจ่ายหน้าตาชั่ง ของขึ้นลงตามตลาดโลก แต่หัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนี้อยู่รอดไม่ใช่แค่ "ตาชั่งตรง" แต่มันคือ "กลยุทธ์ราคา" ที่ลึกซึ้งกว่าที่ตาเห็นวันนี้ผมจะมากะเทาะเปลือกวงการนี้ให้ฟัง ว่าก่อนที่คุณจะควักเงินก้อนสุดท้ายไปเช่าที่ หรือถอยรถกะบะมาทำร้านของเก่า คุณต้องรู้อะไรบ้าง เพื่อไม่ให้กลายเป็น "แมลงเม่า" ในกองขยะ---### บทเรียนราคาแพง: เคสศึกษา FC จากเพชรบูรณ์ กับหลุมพราง "ราคาพลาสติก"เมื่อปีก่อน มีพี่ชายคนหนึ่งที่เป็นแฟนคลับ (FC) ผมจากจังหวัดเพชรบูรณ์ โทรมาปรึกษาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พี่แกเล่าว่าตัดสินใจลงเงินก้อนโตซื้อเฟรนไชส์ร้านของเก่าเจ้าหนึ่ง เพราะเห็นโฆษณาว่า "ให้ราคาพลาสติกสูงที่สุดในภาคเหนือตอนล่าง"ฟังดูดีใช่ไหมครับ? ใครๆ ก็อยากขายของแพง แต่ความจริงที่พี่แกเจอคือ **"พังพินาศ"**กลยุทธ์ของเฟรนไชส์เจ้านั้นคือการชูราคาพลาสติก (PET, รวม, กรอบ) ให้สูงลิ่วเพื่อดึงคนเข้าชมร้าน แต่เบื้องหลังคือราคาเหล็ก กระดาษ และโลหะมีค่าอื่นๆ ถูกกดจนต่ำกว่าราคากลางเกือบ 2 บาทต่อกิโลกรัม!ผลลัพธ์คืออะไร? ลูกค้าแห่เอาพลาสติกมาขายพี่แกเต็มร้าน แต่พี่แกไม่มี "ที่ส่งนอก" (โรงงานหลอม) ที่ให้ราคาดีพอ กลายเป็นว่ารับมาแพงแต่ขายต่อไม่ได้กำไร ส่วนเหล็กกับกระดาษที่ควรจะเป็นกำไรหลัก (Cash Cow) ลูกค้ากลับไม่เอามาขายเพราะราคาหน้าร้านพี่แก "เน่า" มากสุดท้ายจากเจ้าของร้านโกดังใหญ่ ต้องปิดตัวลงแล้วกลับไปวิ่งรถกะบะรับซื้อตามหมู่บ้านเหมือนเดิม บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า **"อย่ามองแค่ราคาตัวเดียว"** เพราะธุรกิจของเก่าคือการบริหารพอร์ตสินค้า (Product Mix) ถ้าคุณเสียสมดุลเพียงอย่างเดียว ร้านคุณจะกลายเป็นแค่ทางผ่านของขยะที่ไม่มีกำไร---### 5 เคล็ดลับทองคำ: คัมภีร์ที่คนเปิดร้านต้องท่องให้ขึ้นใจถ้าคุณไม่อยากเดินรอยตามความผิดพลาดนั้น นี่คือ 5 ข้อที่ผมกลั่นมาจากประสบการณ์ 10 ปีครับ#### 1. ระยะทางคือต้นทุน: หาแหล่งส่งในระยะ 60-100 กม.หลายคนเปิดร้านปุ๊บ วิ่งหาโรงงานใหญ่ในกรุงเทพฯ ปั๊บ ทั้งที่ร้านอยู่ต่างจังหวัด การทำแบบนี้คุณกำลัง "ละลายค่าน้ำมัน" ทิ้งครับ กลยุทธ์ที่ฉลาดคือการหา "ยี่ปั๊วใหญ่" หรือโรงงานรีไซเคิลในระยะไม่เกิน 60-100 กิโลเมตรระยะนี้คือ "Golden Distance" ที่ช่วยให้คุณรักษาอำนาจต่อรองได้ หากที่นี่กดราคา คุณยังพอมีแรงขับรถไปอีกที่ได้โดยไม่เจ็บตัวมากนัก ที่สำคัญคือการบริหาร "เที่ยววิ่ง" ให้เต็มน้ำหนักเสมอ จำไว้ว่า **"กำไรไม่ได้อยู่ที่ราคาขาย แต่อยู่ที่ต้นทุนขนส่ง"**#### 2. สร้างพันธมิตรกับรายใหญ่ (Partner vs Competitor)อย่ามองร้านของเก่าข้างๆ เป็นศัตรูเสมอไปครับ ในวงการนี้ "เพื่อนกิน" สำคัญพอๆ กับ "เพื่อนตาย" บางครั้งเราได้รับงานประมูลเหล็กโครงสร้างมา 20 ตัน แต่รถเรามีคันเดียว การจับมือกับร้านข้างๆ แบ่งงานกัน หรือการรวมของไปส่งโรงงานเพื่อให้ได้ "ราคาน้ำหนักเยอะ" (Volume Price) คือทางรอดการเป็นพาร์ทเนอร์กับรายใหญ่จะทำให้คุณเข้าถึงข้อมูล "ราคาล่วงหน้า" ได้ก่อนใคร ซึ่งข้อมูลนี้แหละคือทองคำแท้ๆ#### 3. ความเร็วคือหัวใจ (Operational Excellence)ในวงการของเก่า ราคาเปลี่ยนทุกเช้า (บางทีเปลี่ยนบ่ายด้วย!) หลักการของผมคือ **"ของมา-คัดแยก-ออกของ"** ให้เร็วที่สุด อย่าดองของเพื่อเก็งกำไรถ้าคุณไม่ใช่รายใหญ่ระดับร้อยล้าน การค้างสต็อกคือความเสี่ยง หากพรุ่งนี้ราคาเหล็กโลกดิ่ง คุณจะนอนก่ายหน้าผากทันที ร้านที่รุ่งคือร้านที่บริหาร "รอบหมุนเงิน" (Money Rotation) ได้ไวที่สุด#### 4. อย่าผูกขาดที่ส่งเดียว (Multi-Vendor Strategy)นี่คือข้อผิดพลาดของ FC เพชรบูรณ์ครับ พี่แกส่งของให้เฟรนไชส์ที่เดียว พอเขาบีบราคาพี่แกก็ไปไหนไม่เป็น คุณต้องมี "รายชื่อที่ส่ง" ในมืออย่างน้อย 3-5 แห่ง แยกตามประเภทสินค้า เช่น เจ้า A ให้ราคากระดาษดี เจ้า B ให้ราคาเหล็กชัวร์ เจ้า C รับซื้อพลาสติกเกรดพิเศษ การกระจายความเสี่ยงจะทำให้คุณเป็นผู้เล่นที่มีอิสระในตลาด#### 5. การตลาดแบบปากต่อปากในชุมชนเชื่อไหมครับว่า "ป้ายไวนิล" หน้าร้านสู้ "คำชมจากป้าข้างบ้าน" ไม่ได้เลย ในวงการนี้ความเชื่อใจคือที่หนึ่ง การลงพื้นที่แจกนามบัตรให้ซาเล้งเจ้าประจำ หรือการเป็นสปอนเซอร์งานวัดเล็กๆ ในชุมชน จะทำให้คุณได้ของในราคา "หน้าฟาร์ม" ซึ่งถูกกว่าการรอคนขับรถมาส่งที่ร้านเสียอีก---### เจาะลึกจิตวิทยาผู้ขาย: ทำไม "ราคา" ถึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย?จากประสบการณ์ 10 ปี ผมค้นพบความจริงที่น่าตกใจอย่างหนึ่งคือ **"ลูกค้าไม่ได้เลือกขายร้านที่ให้ราคาสูงที่สุดเสมอไป"**มนุษย์เรามีอารมณ์ความรู้สึกครับ โดยเฉพาะพี่น้องซาเล้งหรือคนเก็บของเก่าขาย สิ่งที่เขาต้องการมากกว่าเงินเพิ่มอีก 50 สตางค์ คือ:- **ที่จอดรถกว้างขวาง:** การถอยรถเข้า-ออกง่าย ไม่ต้องกลัวรถเฉี่ยวชน คือสวรรค์ของคนขับรถกะบะ- **ความรวดเร็วในการลงของ:** ไม่มีใครอยากจอดตากแดดรอคิวนาน 2 ชั่วโมงเพื่อขายของพันเดียว- **ความซื่อสัตย์ของตาชั่ง:** ถ้าลูกค้าสงสัยว่าตาชั่งคุณ "แข็ง" (โกงน้ำหนัก) ต่อให้คุณให้ราคาดีแค่ไหน เขาก็จะไปเล่าต่อจนร้านคุณเสียชื่อ- **อัธยาศัยและน้ำเย็น:** การมีน้ำดื่มเย็นๆ บริการ หรือบทสนทนาที่ให้เกียรติกัน เปลี่ยนจาก "ลูกค้า" ให้กลายเป็น "มิตรแท้" ได้ง่ายๆถ้าคุณทำร้านให้สะอาด (เท่าที่ร้านของเก่าจะเป็นได้) พนักงานยิ้มแย้ม และตาชั่งเที่ยงตรง ลูกค้าจะยอมขายให้คุณแม้ราคาจะต่ำกว่าคู่แข่งนิดหน่อยก็ตาม เพราะเขาซื้อ "ความสบายใจ" ครับ---### บทสรุป: ก้าวแรกสู่ความมั่งคั่งในกองขยะการเปิดร้านของเก่าไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำให้ "รอดและรวย" นั้นต้องใช้กึ๋นมากกว่าแรงกายครับ ข้อมูลราคาที่คุณหาได้จากอินเทอร์เน็ตเป็นเพียง "ไกด์ไลน์" แต่ราคาหน้างานจริงๆ คือการเจรจาต่อรองและการบริหารความสัมพันธ์สำหรับใครที่กำลังจะเริ่มต้น ผมขอให้กำลังใจครับ วงการนี้ไม่มีวันตาย ตราบใดที่มนุษย์ยังสร้างขยะ เราก็ยังมีงานทำ ขอแค่คุณมีสติ อย่าโลภตามตัวเลขที่ใครมาล่อลวง และหมั่นศึกษา "เกรดของ" ให้แม่นยำ (เช่น พลาสติก ABS กับ PS ต่างกันยังไง) เพราะความรู้คืออาวุธที่ป้องกันการขาดทุนได้ดีที่สุดจำไว้นะครับ **"ในกองขยะมีทองคำ... แต่ทองคำจะเป็นของคุณก็ต่อเมื่อคุณรู้จักวิธีคัดแยกมันออกมาด้วยปัญญา ไม่ใช่แค่แรงงาน"**สู้ๆ ครับ แล้วเจอกันที่หน้าตาชั่ง!เมื่อวันที่ : 2026-02-11 13:49:16 |
||||||




