|
www.recyclechon.com=>
นานาสาระ ->
กระแส รับซื้อของเก่าในปี 2563
| |||||||
อื่นๆที่คล้ายกัน |
กระแส รับซื้อของเก่าในปี 2563
จำนวนผู้เข้าชม : 11130 คน
รายละเอียด
กระแส รับซื้อของเก่าในปี 2563 ประเภท : นานาสาระ ผ่าวิกฤตการณ์รีไซเคิล: เจาะลึกจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมของเก่าปี 2563 และขุมทรัพย์ใหม่ในธุรกิจแก้วบทนำ: คลื่นลมที่เปลี่ยนทิศของธุรกิจค้าของเก่าหากย้อนกลับไปมองภาพรวมของอุตสาหกรรมรับซื้อของเก่าและรีไซเคิลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เรามักจะคุ้นเคยกับวงจรธุรกิจที่เป็นเส้นตรง คือการรับซื้อจากครัวเรือนหรือภาคอุตสาหกรรม รวบรวม และส่งเข้าโรงงานแปรรูปภายในประเทศ แต่ในปี 2562 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่ง "Disruption" หรือการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สั่นคลอนรากฐานของวงการนี้อย่างรุนแรง ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงรายใหญ่ต่างเผชิญกับภาวะ "Price Shock" หรือราคาสินค้าดิ่งลงเหวในเกือบทุกหมวดหมู่บทความนี้จะพาผู้อ่านไปวิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตการณ์ดังกล่าว ซึ่งไม่ได้เกิดจากอุปสงค์และอุปทานภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกกำหนดโดยมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่าง "จีน" และพร้อมกันนี้ เราจะไปสำรวจ "โอกาสใหม่" ในปี 2563 ที่อาจเป็นทางรอดสำคัญของผู้ประกอบการ นั่นคืออุตสาหกรรมขวดแก้วและการขยายตัวของกลุ่ม BJCมังกรขยับ ปีกพญาอินทรีสะเทือน: ผลกระทบจากนโยบายนำเข้าของจีน (China’s Import Ban)จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ปี 2562 กลายเป็นฝันร้ายของร้านรับซื้อของเก่า คือการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศจีน จากเดิมที่จีนเคยเป็น "ถังขยะโลก" ที่รับซื้อเศษวัสดุรีไซเคิลจำนวนมหาศาลเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิต รัฐบาลจีนได้ประกาศมาตรการเข้มงวดในการห้ามนำเข้าขยะรีไซเคิลหลายประเภท (Waste Import Ban) ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปทั่วโลก และไทยก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบนี้ได้1. วิกฤตการณ์ราคาเศษพลาสติกและกระดาษ:เมื่อจีนปิดประตูรับซื้อ ซัพพลายของเศษพลาสติกและกระดาษจากทั่วโลกจึงไร้ที่ไป และเริ่มไหลทะลักเข้าสู่ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย ทำให้เกิดภาวะ "Over Supply" หรือสินค้าล้นตลาดอย่างรุนแรงข้อมูลจากตลาดระบุชัดเจนว่า ราคาเศษกระดาษที่เคยทรงตัวอยู่ในระดับเสถียรภาพที่ 4 บาทต่อกิโลกรัม ได้ดิ่งลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียง 2.5 บาทต่อกิโลกรัม การลดลงเกือบ 40% นี้ ไม่ได้เกิดจากการใช้กระดาษในไทยลดลง แต่เกิดจากกระดาษจากต่างประเทศที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดโรงงานรีไซเคิลในไทย ทำให้ร้านรับซื้อของเก่ารายย่อยที่ไม่มีอำนาจต่อรองต้องแบกรับภาระขาดทุนจากสต็อกสินค้าที่มูลค่าลดฮวบในชั่วข้ามคืน2. กับดักราคาเหล็ก: จากขาดแคลนสู่ล้นตลาดสถานการณ์ของ "เหล็ก" มีความซับซ้อนและผันผวนยิ่งกว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 ตลาดเศษเหล็กดูเหมือนจะสดใสเนื่องจากเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบภายในประเทศ ทำให้ราคาดีดตัวสูงขึ้น แต่ภาพลวงตานี้ก็พังทลายลงในช่วงครึ่งปีหลังสาเหตุหลักเกิดจากการที่ "เหล็กรูปพรรณสำเร็จรูป" จากจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่า ได้เข้ามาตีตลาดไทยและอาเซียนอย่างหนัก เมื่อผู้รับเหมาและโรงงานต่างๆ หันไปใช้เหล็กจีนที่ถูกกว่า โรงหลอมเหล็กในไทยจึงจำเป็นต้องลดกำลังการผลิต หรือบางรายถึงขั้นปิดไลน์การผลิตชั่วคราว เมื่อโรงหลอมลดการผลิต ความต้องการซื้อ "เศษเหล็ก" จึงหายไป ส่งผลให้ราคาเศษเหล็กตกต่ำลงอย่างรุนแรง ผู้ประกอบการที่กักตุนสินค้าไว้เพื่อเก็งกำไรในช่วงต้นปี จึงต้องเผชิญกับการขาดทุนยับเยินเมื่อระบายสินค้าไม่ทัน3. โลหะมีค่าที่ไม่เหลือค่า: ทองแดงและอลูมิเนียมสถานการณ์ของโลหะมีค่าอย่างทองแดงและอลูมิเนียมก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน โดยเฉพาะในเดือนตุลาคม 2562 ราคาทองแดงปอกร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 170 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นสถิติราคาที่ต่ำมากในรอบหลายปี สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและการกดดันจากราคาตลาดโลกแสงสว่างปลายอุโมงค์ปี 2563: ทำไม "ขวดแก้ว" ถึงเป็นขุมทรัพย์ใหม่?ท่ามกลางความผันผวนของราคาวัสดุประเภทอื่น "แก้ว" กลับกลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาวที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2563 ด้วยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการลงทุนของยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC1. เสถียรภาพของราคาและกลไกตลาดในขณะที่พลาสติกและกระดาษผันผวนตามนโยบายต่างประเทศ ราคาเศษแก้วในปี 2562 กลับมีเสถียรภาพ (Stable) และมีการปรับตัวสูงขึ้นในบางช่วง ข้อได้เปรียบของเศษแก้วคือ เป็นวัสดุที่มีน้ำหนักมากแต่ราคาต่อหน่วยต่ำ ทำให้ไม่คุ้มค่าต่อการขนส่งข้ามทวีปเพื่อมาทุ่มตลาด (Dumping) เหมือนพลาสติกหรือกระดาษ ดังนั้น กลไกราคาของเศษแก้วจึงอิงกับอุปสงค์และอุปทานภายในประเทศเป็นหลัก จีนจึงแทรกแซงกลไกนี้ได้ยาก2. การลงทุนระดับเมกะโปรเจกต์ของ BJCปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความต้องการเศษแก้วคือการขยายตัวของ BJC ซึ่งเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ ข้อมูลระบุว่า BJC ได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อขยายฐานการผลิตและพัฒนาศูนย์วิจัยในจังหวัดสระบุรี และหากนับรวมการลงทุนเมื่อ 3 ปีก่อนหน้านั้นที่มีมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในระยะยาวไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การเปิด "เตาหลอมที่ 5" ซึ่งมีกำลังการผลิตมหาศาลถึง 1,100 ตันต่อวัน การเพิ่มกำลังการผลิตระดับนี้ จำเป็นต้องใช้ "เศษแก้ว (Cullet)" จำนวนมหาศาลเพื่อนำมาหลอมใหม่ (ซึ่งช่วยลดต้นทุนพลังงานได้ดีกว่าการหลอมจากทรายแก้วใหม่)3. เทรนด์โลกและความต้องการระดับพรีเมียมBJC ไม่ได้ขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง แต่เป็นการตอบรับเทรนด์ "Sustainability" หรือความยั่งยืน บรรจุภัณฑ์แก้วเป็นวัสดุที่รีไซเคิลได้ 100% ไม่รู้จบ (Infinite Recyclability) ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้าระดับพรีเมียมและแบรนด์ระดับโลกที่หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นี่คือ Demand ที่แท้จริงและยั่งยืน ไม่ใช่กระแสชั่วคราวบทสรุปและข้อแนะนำ: กลยุทธ์การปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยจากข้อมูลและการวิเคราะห์ข้างต้น ผู้ประกอบการร้านรับซื้อของเก่าต้องตระหนักว่า ยุคของการ "ซื้อมาขายไป" แบบเดิมโดยไม่ดูทิศทางลมได้จบลงแล้ว สำหรับปี 2563 และปีต่อๆ ไป นี่คือกลยุทธ์ที่แนะนำ:1. กระจายความเสี่ยง (Diversification): อย่าพึ่งพาสินค้าประเภทเดียว โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจากการแทรกแซงราคาจากต่างประเทศ เช่น พลาสติกและกระดาษ หากจะเล่นในตลาดนี้ ต้องเน้นการหมุนเวียนเร็ว (Turnover) ไม่ควรกักตุนสต็อกไว้นาน2. จับตาราคา Real-time และข่าวสารต่างประเทศ: ผู้ประกอบการต้องติดตามข่าวสารเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายจากจีนและราคาน้ำมันโลก เพราะส่งผลโดยตรงต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์3. มุ่งเน้นตลาดที่มีเสถียรภาพ (Focus on Stability): การหันมาให้ความสำคัญกับ "เศษแก้ว" เป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด เพราะมีการลงทุนรองรับที่ชัดเจนจากผู้เล่นรายใหญ่ในประเทศ (BJC) มีความผันผวนต่ำ และต้นทุนการลงทุนต่อหน่วยในการรับซื้อไม่สูง เหมาะสำหรับเป็นฐานรายได้หลักเพื่อประคองธุรกิจในช่วงที่วัสดุตัวอื่นราคาตกต่ำ4. สร้างเครือข่ายพันธมิตร: การรวมกลุ่มหรือสร้างเครือข่ายกับโรงงานแปรรูปโดยตรงจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกกดราคาโดยพ่อค้าคนกลาง และทำให้ทราบความต้องการของโรงงานปลายทางได้แม่นยำขึ้นวิกฤตการณ์ปี 2562 เป็นบทเรียนราคาแพง แต่โอกาสในปี 2563 ยังเปิดกว้างสำหรับผู้ที่มองเห็นทิศทางและปรับตัวได้เร็ว โดยเฉพาะในตลาดรีไซเคิลแก้วที่กำลังเข้าสู่ยุคทองของการเติบโตอย่างยั่งยืนเมื่อวันที่ : 2026-02-06 08:02:30 |
||||||




