www.recyclechon.com=> นานาสาระ -> เทคนิคการตัดเหล็กหนา ให้ประหยัดต้นทุน


เทคนิคการตัดเหล็กหนา ให้ประหยัดต้นทุน

FaceBook Twitter
จำนวนผู้เข้าชม : 7456 คน

เทคนิคการตัดเหล็กหนา ให้ประหยัดต้นทุน


รายละเอียด

เทคนิคการตัดเหล็กหนา ให้ประหยัดต้นทุน

ประเภท : นานาสาระ

 

**บทความวิชาการเชิงปฏิบัติ: ยุทธศาสตร์การจัดการเศษเหล็ก: เทคนิคการตัด ความปลอดภัย และการบริหารต้นทุนสำหรับธุรกิจรีไซเคิลสมัยใหม่**

 

**โดย: วิศวกรโลหการและที่ปรึกษาธุรกิจรีไซเคิลโลหะ**

 
---
 

**1. บทนำ: นัยสำคัญของธุรกิจเศษเหล็กในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเหล็กไทย**

 

ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของประเทศไทย ธุรกิจรับซื้อของเก่าและร้านค้าเศษเหล็ก (Scrap Yard) เปรียบเสมือน “ต้นน้ำ” ที่มีความสำคัญยิ่งต่ออุตสาหกรรมเหล็กกล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานหลอมเหล็กที่ใช้เตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace - EAF) และเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักในการผลิตเหล็กของประเทศ วัตถุดิบหลักของเตาเหล่านี้คือ “เศษเหล็ก” การส่งมอบเศษเหล็กที่มีคุณภาพ สะอาด และได้ขนาดตามมาตรฐาน ไม่เพียงแต่ช่วยลดการใช้พลังงานในการหลอม แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของอิฐทนไฟในเตาหลอมอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากยังประสบปัญหาเรื่องต้นทุนแฝง (Hidden Costs) จากกระบวนการตัดเตรียมเศษเหล็กที่ขาดประสิทธิภาพ การจัดการความปลอดภัยที่ไม่รัดกุม และปัญหาสภาพคล่องด้านโลจิสติกส์ของก๊าซเชื้อเพลิง บทความนี้จึงมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงวิศวกรรมผสมผสานกับการบริหารจัดการหน้างานจริง เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสู่ความเป็นมืออาชีพ

 

---

 

**2. มาตรฐานทางวิศวกรรมของการรับซื้อและเตรียมเศษเหล็ก**

 

โรงหลอมเหล็กในประเทศไทยมีเกณฑ์การรับซื้อ (Specification) ที่เข้มงวดเพื่อรักษาประสิทธิภาพทางความร้อน (Thermal Efficiency) โดยหลักเกณฑ์สำคัญที่ผู้ประกอบการต้องตระหนัก มีดังนี้:

 

*   **ขนาดมาตรฐาน (Dimensions):** กฎเหล็กที่สำคัญที่สุดคือขนาดชิ้นงานต้องไม่เกิน **80 x 80 เซนติเมตร** สาเหตุทางวิศวกรรมคือ ขนาดของกระเช้า (Charging Bucket) ที่ใช้เทเศษเหล็กเข้าสู่เตาหลอม หากชิ้นงานใหญ่กว่านี้จะเกิดปรากฏการณ์ "การขัดตัว" (Bridging) ภายในเตา ทำให้เศษเหล็กค้างอยู่ด้านบน ไม่ตกลงไปในน้ำเหล็ก ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและการสูญเสียพลังงานความร้อนโดยเปล่าประโยชน์

*   **การคัดแยกเกรด (Grading):** การแยกประเภทเศษเหล็กส่งผลโดยตรงต่อราคาหน้าโรงงาน

    *   **เหล็กหนา (HMS - Heavy Melting Scrap):** เหล็กโครงสร้าง คาน เหล็กเพลท หนาตั้งแต่ 6 มม. ขึ้นไป เป็นที่ต้องการสูง

    *   **เหล็กบาง (Light Scrap):** ตัวถังรถยนต์ สังกะสี เหล็กแผ่นบาง ต้องอัดก้อนเพื่อลดการสูญเสียเนื้อเหล็ก (Yield Loss) จากการระเหิด

    *   **ขี้กลึง (Turnings):** ต้องระวังเรื่องความชื้นและน้ำมันหล่อเย็น ซึ่งอาจทำให้เกิดควันพิษ

 

---

 

**3. ความปลอดภัยเชิงลึก: การจัดการวัตถุอันตรายและการป้องกันการระเบิด**

 

ในฐานะวิศวกร ความปลอดภัยไม่ใช่เพียงกฎระเบียบ แต่คือเรื่องของ "ชีวิต" และ "ความอยู่รอดของธุรกิจ" สิ่งเจือปนที่อันตรายที่สุดในเศษเหล็กคือ **วัตถุปิดผนึก (Sealed Containers)**

 

*   **โช๊คอัพรถยนต์และกระบอกไฮดรอลิก:** ภายในบรรจุน้ำมันและก๊าซภายใต้แรงดันสูง หากถูกโยนเข้าเตาหลอมที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 1,500 องศาเซลเซียส ของเหลวภายในจะขยายตัวและระเบิดด้วยความรุนแรงเทียบเท่าระเบิดขนาดย่อม ต้องทำการเจาะรูหรือผ่าเพื่อระบายแรงดันออกให้หมดก่อนเสมอ

*   **ถังแก๊สและถังดับเพลิง:** แม้ภายนอกจะดูเหมือนใช้งานหมดแล้ว แต่ภายในมักมีก๊าซตกค้าง การตัดด้วยแก๊สโดยไม่เปิดวาล์วหรือไล่ก๊าซอาจทำให้เกิดการระเบิดหน้างาน (Flashback) ได้ทันที ห้ามปะปนไปกับเศษเหล็กเด็ดขาด

*   **ถังทึบหรือท่อปิดหัวท้าย:** ตามหลักอุณหพลศาสตร์ น้ำเพียงเล็กน้อยที่ขังอยู่ในท่อปิด เมื่อเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำในเตาหลอม จะขยายตัวได้ถึง 1,600 เท่า ทำให้เกิดการระเบิดของไอน้ำ (Steam Explosion) ที่รุนแรง

 

**มาตรการ:** ต้องมีการตรวจสอบ (Visual Inspection) 100% ก่อนการตัดและก่อนการขึ้นรถบรรทุก หากโรงหลอมตรวจพบวัตถุเหล่านี้ โทษปรับจะสูงมากและอาจถูกระงับการซื้อขาย (Blacklist)

 

---

 

**4. วิศวกรรมการตัด: เทคนิคสำหรับเหล็กทั่วไป (General Steel Cutting)**

 

การตัดเหล็กด้วยแก๊ส (Oxy-fuel cutting) คือกระบวนการทางเคมีที่ใช้ความร้อนทำให้เหล็กเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) อย่างรวดเร็ว สำหรับเหล็กทั่วไปที่มีความหนาไม่เกิน 10-15 มม. หรือเหล็กรูปพรรณ เทคนิคที่เหมาะสมเพื่อประหยัดต้นทุนมีดังนี้:

 

*   **การเลือกหัวตัด (Nozzle/Tip Selection):** เลือกใช้ **"นมหนูเบอร์ 0 หรือ 1"** (ตามมาตรฐาน LPG) ขนาดรูของนมหนูที่เล็กจะช่วยควบคุมปริมาณออกซิเจนและแก๊สให้เหมาะสม ไม่สิ้นเปลืองเกินความจำเป็นสำหรับเหล็กที่ไม่หนามาก

*   **องศาการตัด (Torch Angle):** ควรถือหัวตัดทำมุม **เอียงประมาณ 60 องศา** ไปในทิศทางที่ตัด การเอียงหัวตัดช่วยให้ความร้อนแผ่กระจายไปอุ่นเนื้องานด้านหน้า (Preheat) ทำให้เดินแนวตัดได้เร็วขึ้นและประหยัดแก๊ส

*   **ระยะห่าง:** รักษาระยะห่างระหว่างหัวตัดกับชิ้นงาน (Stand-off distance) ให้คงที่ประมาณ 3-5 มม. เพื่อให้เปลวไฟความร้อนสูง (Inner Cone) สัมผัสจุดตัดได้เต็มประสิทธิภาพ

 

---

 

**5. เทคนิคขั้นสูงสำหรับเหล็กหนาพิเศษ (Heavy Scrap Cutting Strategy)**

 

เมื่อต้องจัดการกับเหล็กหนาพิเศษ (เช่น เพลาตัน, เหล็กแม่พิมพ์, รางรถไฟ) เทคนิคแบบทั่วไปจะไม่สามารถตัดขาดได้ หรือสิ้นเปลืองแก๊สจนขาดทุน ต้องใช้เทคนิคเฉพาะทางดังนี้:

 

*   **การอัพเกรดอุปกรณ์:** เปลี่ยนมาใช้ **"นมหนูเบอร์ 2 หรือ 3"** รูออกซิเจนตัด (Cutting Oxygen Orifice) ที่ใหญ่ขึ้นจะส่งลำก๊าซออกซิเจนที่มีแรงดันสูงและปริมาณมากพอที่จะเป่าน้ำเหล็กที่หลอมละลาย (Slag) ของเหล็กหนาให้หลุดออกจากร่องตัดได้

*   **องศาการตัดวิกฤต:** ต้องตั้งหัวตัดให้ **"ตั้งฉาก 90 องศา"** กับชิ้นงาน เพื่อให้ลำแสงของเปลวไฟและแรงดันออกซิเจนพุ่งตรงทะลุความหนาของเหล็กไปจนสุด หากเอียงหัวตัดในเหล็กหนา แรงดันจะไม่สามารถเป่าขี้เหล็กด้านล่างออกได้ ทำให้เกิดการหลอมติดกลับ (Refusing)

*   **เทคนิคการส่ายหัวตัด (Wiggle Technique):** นี่คือหัวใจสำคัญ สำหรับเหล็กที่หนามาก การเดินมือเป็นเส้นตรงอาจทำให้ร่องตัด (Kerf) แคบเกินไปจนขี้เหล็กระบายออกไม่ทัน ช่างตัดต้องใช้เทคนิค **"ส่ายหัวตัดเล็กน้อย"** เพื่อเปิดช่องว่างร่องตัดให้กว้างขึ้นประมาณ **5 มิลลิเมตร** การเปิดช่องว่างนี้ช่วยลดแรงต้านทานการไหลของน้ำเหล็ก (Slag flow resistance) ทำให้ตัดขาดได้ในครั้งเดียว ลดการต้องมาเป่าซ้ำที่สิ้นเปลืองต้นทุนมหาศาล

 

---

 

**6. การบริหารจัดการต้นทุน: ยุทธศาสตร์ถังลมและโลจิสติกส์**

 

ในมุมมองของผู้ประกอบการ ปัญหาคอขวด (Bottleneck) ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความเร็วในการตัด แต่คือ **"ความต่อเนื่องของเชื้อเพลิง"**

 

*   **ปัญหาหน้างาน:** ผู้ประกอบการรายย่อยมักประสบปัญหาแก๊ส (LPG) หรือออกซิเจนหมดระหว่างวัน และต้องเสียเวลานำถังไปเติมที่โรงอัดก๊าซ ซึ่งบางครั้งต้องรอคิวนานถึงครึ่งวัน (4-5 ชั่วโมง) เวลาที่เสียไปคือค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ของแรงงานและยอดขาย

*   **แนวทางการแก้ไข:**

    1.  **การคำนวณปริมาณการใช้ (Consumption Rate):** ต้องทราบว่า 1 ชุดตัดใช้ออกซิเจนกี่ถังต่อวัน

    2.  **ระบบสต็อกหมุนเวียน (Par Stock):** ควรมีถังสำรองอย่างน้อย 50-100% ของปริมาณการใช้ต่อวัน เพื่อให้รถขนส่งสามารถนำถังเปล่าไปเติมและนำถังเต็มกลับมาเปลี่ยนได้โดยงานไม่สะดุด

    3.  **การใช้ท่อรวม (Manifold System):** สำหรับลานขนาดกลางถึงใหญ่ ควรพิจารณาใช้ระบบท่อรวมก๊าซแบบ Pack (ออกซิเจนเหลว หรือถังกลุ่ม) เพื่อลดความถี่ในการเปลี่ยนถังและได้ราคาต้นทุนต่อหน่วยที่ถูกลง

 

---

 

**7. บทสรุป**

 

ความยั่งยืนของธุรกิจรับซื้อของเก่าและเตรียมเศษเหล็ก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเหล็กที่หาได้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ **"ประสิทธิภาพในการแปรรูป"**

 

การประยุกต์ใช้วิธีการตัดที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม (เลือกนมหนูถูกเบอร์, ปรับองศาถูกมุม, เทคนิคส่ายหัวตัดในเหล็กหนา) จะช่วยลดต้นทุนค่าแก๊สได้ถึง 20-30% ในขณะที่การเข้มงวดเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย (ห้ามวัตถุระเบิด) และขนาดชิ้นงาน (80x80 cm) จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับโรงหลอมคู่ค้า ทำให้สามารถต่อรองราคาขายได้ดีขึ้น

 

ท้ายที่สุด การบริหารจัดการ "ถังลม" มิใช่เพียงเรื่องการขนส่ง แต่คือการบริหารเวลาการทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคือธุรกิจที่ผสานความรู้เชิงช่างเข้ากับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยน "ขยะ" ให้เป็น "ทรัพยากร" ที่มีมูลค่าสูงสุดตามหลักเศรษฐศาสตร์หมุนเวียนอย่างแท้จริง



  เมื่อวันที่ : 2026-02-11 13:57:21


โทร : 083-447-5799 คุณนพดล , 085-900-5698 คุณณัฐณิชา
คลิกที่นี่เพื่อดูวิธีการชำระเงิน