รายละเอียด
ตอนที่ 1
จากเด็กเทคนิค สู่วันที่ไม่มีโรงงานไหนรับเข้าทำงาน
ผมเป็นคนจังหวัดชลบุรีโดยกำเนิด
โตมากับภาพนิคมอุตสาหกรรม โรงงานเรียงราย รถเทรลเลอร์วิ่งทั้งวันทั้งคืน
ตั้งแต่เด็กผมคิดว่า
“โตขึ้นยังไงก็คงได้ทำงานโรงงานแถวบ้านนี่แหละ”
ปี 2542 ผมเรียนจบจากเทคนิคชื่อดังในกรุงเทพฯ
วันที่รับใบประกาศ ผมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นมากเหมือนเพื่อนหลายคน
เพื่อนๆ ส่วนใหญ่เตรียมตัวสอบเรียนต่อ
บางคนตั้งใจเป็นวิศวกร
บางคนจะต่อปริญญาตรีทันที
แต่ผมเลือก “ไม่เรียนต่อ”
เหตุผลของผมมีแค่ 2 อย่าง
-
เรื่องการเงิน
-
ผมหาตัวเองไม่เจอ
เรื่องเงินไม่ต้องอธิบายมาก บ้านผมไม่ได้ร่ำรวย พ่อแม่ทำงานหนักมาตลอด ผมรู้ดีว่าถ้าเรียนต่อภาระจะตกอยู่กับครอบครัว
ส่วนเหตุผลข้อที่สอง…มันหนักกว่า
ผมไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร
ไม่รู้ว่าเรียนจบไปจะทำอะไร
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชอบอะไรจริงๆ
ผมกลัวเรียนต่อไปโดยไม่มีเป้าหมาย
แล้วสุดท้ายก็หลงทางเหมือนเดิม
ผมจึงตัดสินใจกลับชลบุรี
คิดง่ายๆ ว่า “หางานทำก่อน”
ตอนนั้นผมมั่นใจมาก
คิดว่าเรียนจบเทคนิคมา ยังไงโรงงานก็ต้องการคน
แต่ความจริงมันไม่ง่ายแบบนั้น
วันที่เดินสมัครงานจนหมดนิคม
ผมแต่งตัวเรียบร้อย ถือแฟ้มเอกสาร เดินเข้าออกโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งในจังหวัดชลบุรี
ทุกที่ถามเหมือนกัน
“มีประสบการณ์ไหม?”
ผมตอบตามตรง
“ไม่มีครับ เพิ่งจบ”
คำตอบที่ได้กลับมาคือ
“เดี๋ยวติดต่อกลับ”
ซึ่งผมรู้ดีว่ามันแปลว่าอะไร
ผมสมัครแทบทุกที่
แต่ไม่มีที่ไหนเรียกเลย
ตอนนั้นผมสงสัยมาก
ทำไมไม่มีใครรับ?
ผมเริ่มคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ
หรือบุคลิกไม่ดีพอ
จนมารู้ทีหลังว่า
หลายบริษัทในช่วงนั้นมีอคติกับพฤติกรรมของคนพื้นที่บางส่วน
ทำให้เด็กชลบุรีอย่างผมโดนเหมารวมไปด้วย
มันเป็นความรู้สึกที่แปลกมาก
เหมือนเรายังไม่ได้พิสูจน์ตัวเอง
แต่ถูกตัดสินไปแล้ว
ผมเคยนั่งมองนิคมอุตสาหกรรมที่มีโรงงานเป็นร้อยแห่ง
แล้วถามตัวเองว่า
“ทำไมไม่มีที่ไหนต้องการเราเลย?”
ความมั่นใจค่อยๆ ลดลงทุกวัน
งานแรก…พนักงานทั่วไป
สุดท้ายผมได้งานในตำแหน่งพนักงานทั่วไป
ไม่ใช่งานช่าง
ไม่ใช่งานเทคนิค
ไม่ใช่งานที่ใช้ความรู้ที่เรียนมาเต็มที่
แต่ตอนนั้นผมไม่มีสิทธิ์เลือก
ผมบอกตัวเองว่า
“อย่างน้อยก็มีงานทำ”
ผมทำงานหนัก
ตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด
ที่ทำงานนี่เองที่ผมได้เจอกับแฟน
คนที่อยู่ข้างๆ ผมมาตั้งแต่วันที่ยังไม่มีอะไร
ช่วงนั้นชีวิตเริ่มมีสีสัน
ผมเริ่มมีแรงผลักดัน
ผมไม่อยากเป็นพนักงานทั่วไปไปตลอดชีวิต
ผมเริ่มอบรมหาความรู้เพิ่มเติม
เรียนรู้เรื่องเครื่องจักร
เรียนรู้การออกแบบ
ผมใช้เวลาหลังเลิกงานศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสายงาน
จนในที่สุดผมก็ได้ขยับตำแหน่ง
กลายเป็นช่างเทคนิคออกแบบแม่พิมพ์
วันนั้นผมดีใจมาก
รู้สึกเหมือนพิสูจน์ตัวเองได้แล้ว
เงินดีขึ้น แต่ใจเริ่มถามหาอะไรบางอย่าง
ตำแหน่งใหม่ รายได้ดีขึ้น
ชีวิตดูมั่นคงขึ้น
ผมมีความสุขช่วงแรกๆ
แต่พอทำไปสักพัก
ผมเริ่มถามตัวเองอีกครั้ง
“นี่คือชีวิตที่เราต้องการจริงๆ เหรอ?”
ผมสังเกตว่าหัวใจผมไม่ได้เต้นแรงกับงานนี้
ผมทำได้ดี แต่ไม่ได้รักมัน
และลึกๆ ในใจ
ผมอยากรวย
ไม่ใช่รวยเพราะอยากอวดใคร
แต่รวยเพราะอยากมีอิสระ
ผมอยากเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง
อยากตื่นมาแล้วรู้สึกว่ากำลังสร้างอะไรของตัวเอง
ผมคิดเรื่องนี้อยู่เป็นปี
สุดท้ายผมตัดสินใจครั้งใหญ่
ลาออกจากงานประจำ…สู่พ่อค้าตลาดนัด
หลายคนบอกว่าผมบ้า
งานมั่นคง
ตำแหน่งดี
เงินเดือนกำลังไปได้สวย
แต่ผมเลือกลาออก
ผมเริ่มต้นขายของตลาดนัด
ช่วงแรกเหนื่อยมาก
ต้องตื่นตี 4
ขนของ
ตั้งร้าน
เก็บร้าน
เดินทางทุกวัน
แต่ผมรู้สึกตื่นเต้น
มันเป็นเงินที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองล้วนๆ
ปีแรก…พออยู่ได้
ปีที่สอง…ยอดขายเริ่มพุ่ง
ปีที่สาม…ขายดีมาก
ตอนนั้นผมมั่นใจมาก
คิดว่า “ผมมาถูกทางแล้ว”
ผมมีเงินเก็บ
เริ่มขยับขยาย
เริ่มวางแผนอนาคต
แต่ธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน
พอเข้าปีที่ 4
คู่แข่งเริ่มเยอะ
สินค้าซ้ำกันเต็มตลาด
กำไรลดลงเรื่อยๆ
จากกำไร
กลายเป็นกำไรน้อย
จากกำไรน้อย
กลายเป็นขาดทุน
ผมเริ่มกินเงินเก็บ
ปีที่ 5 และ 6 ยิ่งหนัก
ผมนอนคิดทุกคืน
ว่าทำไมสิ่งที่เคยใช่
ถึงกลายเป็นไม่ใช่
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ…คำแนะนำจากครอบครัว
ช่วงที่ผมเครียดหนัก
ทางบ้านพูดขึ้นมาว่า
“มาเปิดร้านรับซื้อของเก่าเถอะ น่าจะดี”
ตอนนั้นกระแสเปิดร้านรับซื้อของเก่ากำลังมาแรง
จากเดิมที่คนมองว่าเป็นอาชีพสกปรก น่ารังเกียจ
มุมมองเริ่มเปลี่ยน
หลายคนรวยจากธุรกิจนี้
สินค้าขายได้ทุกตัว
ของเก่าทุกอย่างมีราคา
ผมเริ่มสนใจ
เงินทุน 200,000 บาท กับความหวังใหม่
พ่อให้ทุนผม 200,000 บาท
ผมใช้พื้นที่บ้านเปิดร้าน
ล้อมรั้ว 30,000 บาท ใช้ไม้ยูคาเป็นเสา
ซ่อมโรงเรือนเก่า หาสังกะสีเก่ามาทำหลังคา
ซื้อรถกระบะ 120,000 บาท
ทำใบประกอบการค้าของเก่า 5,000 บาท
เงินเหลือ 45,000 บาท
ตอนนั้นผมคิดว่า
“น่าจะพอเริ่มต้นได้”
ผมตื่นเต้นมาก
รู้สึกเหมือนเริ่มธุรกิจของตัวเองจริงๆ สักที
ความจริงที่ไม่สวยงาม
วันแรกที่เปิดร้าน
ผมนั่งรอ
ไม่มีใครมา
วันที่สอง
ก็ยังไม่มี
ถ้ามีรถมาขายของเก่า
ผมดีใจมากเหมือนถูกหวย
แต่ส่วนใหญ่ไม่มีลูกค้าเลย
ทำเลร้านผมไม่ดี
เป็นทางผ่าน
มีแต่รถขนส่งวิ่งผ่าน
คนในชุมชนแทบไม่มี
ค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้
ผมนั่งคิดในใจว่า
“ธุรกิจนี้จะไปรอดไหม?”
ความกลัวเริ่มกลับมาอีกครั้ง
ทางออกแรก…วิ่งไปรับซื้อเอง
ผมคิดว่า
ถ้าลูกค้าไม่มา
เราก็ต้องไปหาลูกค้า
ผมเอารถกระบะไปวิ่งรับซื้อของเก่าตามร้านค้า
แต่สิ่งที่เจอคือ
ไม่มีใครขายให้
เขากลัวผมเป็นมิจฉาชีพ
กลัวผมไปลักขโมยของ
สุดท้ายผมต้องติดต่อร้านใกล้บ้าน
ขอซื้อจากเขา
เขาขายให้
แต่พอมาคำนวณต้นทุนแล้วแทบไม่คุ้ม
ออกไป 1 วัน
ต้องมีลูกน้อง 1 คน
ค่าแรงตอนนั้น 280 บาท
ค่าน้ำมัน 500 บาท
กำไรต่อเที่ยวประมาณ 1,000–1,200 บาท
หักค่าแรงตัวเอง
เหลือไม่เท่าไหร่
แต่สิ่งที่หนักกว่าคือ “ความเหนื่อย”
ผมไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
แดดร้อน
ยกของหนัก
ขับรถทั้งวัน
ทำอยู่ประมาณ 1 เดือน
ผมรู้เลยว่า
นี่ไม่ใช่ทาง
ผมต้องเปลี่ยนวิธีคิด
เปลี่ยนกลยุทธ์
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เดี๋ยวตอนหน้าผมจะเล่าให้ฟังว่า
ผมเปลี่ยนจากร้านเงียบๆ
กลายเป็นร้านที่คนเริ่มรู้จักได้อย่างไร
และผมค้นพบ “หัวใจของธุรกิจรับซื้อของเก่า” ได้ยังไง
ติดตามตอนที่ 2 ครับ