www.recyclechon.com=> หน้าหลัก

   บริษัท รีไซเคิลชล จำกัด

  ผู้เชี่ยวชาญด้านพาเลทไม้มือสอง
  ที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก

  บริษัท รีไซเคิลชล จำกัด ก่อตั้งขึ้นด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออก (EEC) เราเป็นผู้นำด้านการจัดจำหน่ายพาเลทไม้มือสองที่มีคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่สุด รองรับความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า และบริษัทขนส่งทุกรูปแบบ

   จุดเด่นของเราอยู่ที่ "คุณภาพในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้" โดยเราเสนอพาเลทไม้เริ่มต้นเพียง 50-60 บาท ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจได้อย่างมหาศาล สินค้าทุกชิ้นผ่านกระบวนการคัดกรอง ซ่อมแซม และทำความสะอาดโดยทีมงานมืออาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับสินค้าที่แข็งแรง ปลอดภัย และพร้อมใช้งานทันที


  ไม่ว่าจะเป็นพาเลทไม้จากต่างประเทศ พาเลทไม้ยางพาราคัดเกรด หรือพาเลทพลาสติกมือสองสภาพนางฟ้า เรามีสต็อกพร้อมให้บริการมากกว่า 2,000 รายการต่อวัน พร้อมบริการจัดส่งด่วนในพื้นที่ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และจังหวัดใกล้เคียง ให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการประหยัดต้นทุนและร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับคุณ

 














 
 








   ค้นหา

ซาเล้งรับซื้อของเก่า รถเร่รับซื้อของเก่า กำไรงาม: ขุมทรัพย์ที่ถูกลืมในกองขยะ

     ซาเล้งรับซื้อของเก่า รถเร่รับซื้อของเก่า กำไรงาม: ขุมทรัพย์ที่ถูกลืมในกองขยะ


ซาเล้งรับซื้อของเก่า รถเร่รับซื้อของเก่า กำไรงาม: ขุมทรัพย์ที่ถูกลืมในกองขยะ

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

                          ซาเล้งรับซื้อของเก่า รถเร่รับซื้อของเก่า กำไรงาม: ขุมทรัพย์ที่ถูกลืมในกองขยะ

 

หากจะพูดถึงอาชีพที่เห็นได้ทั่วไปตามหมู่บ้านหรือชุมชน หลายคนคงนึกถึงรถกระบะเก่าๆ ที่ติดลำโพงประกาศเสียงก้องกังวานว่า "รับซื้อของเก่าครับ... แอร์เก่า ตู้เย็นเก่า เครื่องซักผ้าเก่า..." บ้างก็มาในรูปแบบของ "ซาเล้ง" สามล้อถีบหรือมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างที่ค่อยๆ ขับผ่านหน้าบ้านเราไป อาชีพที่ดูเหมือนจะเปื้อนฝุ่นและคลุกคลีอยู่กับกองขยะนี้ แท้จริงแล้วมันคือขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งผมเพิ่งจะได้เห็นภาพชัดเจนเมื่อช่วงวันสงกรานต์ปี 2564 ที่ผ่านมา

 

ความทรงจำสีจาง: เมื่อราคากระดาษเหลือเพียง 2 บาท

ย้อนกลับไปช่วงปี 2562 หลายคนอาจจำได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของวงการรีไซเคิล ราคาของเก่าดิ่งเหวอย่างน่าใจหาย ผมจำได้แม่นว่าเศษกระดาษลังที่เคยขายได้ราคาดี กลับเหลือเพียงกิโลกรัมละ 2 บาทเท่านั้น หลายบ้านถึงกับถอนหายใจและเลือกที่จะเผาทิ้งหรือโยนลงถังขยะเทศบาลไปเลย เพราะการเก็บรวมรวมกระดาษเป็นสิบๆ กิโลเพื่อแลกกับเงินไม่กี่สิบบาทมันดูจะไม่คุ้มค่าเหนื่อย

 

ตอนนั้นเหล็กราคาอยู่ที่ประมาณ 7 บาทต่อกิโลกรัม พี่ๆ ที่ทำอาชีพซาเล้งหลายรายถึงกับต้องถอดใจและเลิกทำไปหาอาชีพอื่นเลี้ยงชีพแทน เพราะรายได้ไม่พอกับค่าแรงและค่ากินอยู่ แต่อย่างที่เขาว่ากันว่า "ในวิกฤตย่อมมีโอกาส" เสมอ เมื่อกาลเวลาผ่านไป และโลกเริ่มกลับมาหมุนอีกครั้ง ราคาของเก่าก็เริ่มขยับตัวขึ้นตามกลไกตลาดโลก

 

จุดเปลี่ยนที่บ้านแฟน

ช่วงวันสงกรานต์ปี 2564 ผมไปมีโอกาสไปบ้านแฟนต่างจังหวัด ก็เห็นบ้านฝั่งตรงข้ามทำเป็นรถเร่รับซื้อของเก่า... เห็นเขาคัดแยกขวดเบียร์ พลาสติก และกระดาษลัง กองเป็นพะเนิน แต่ใบหน้าของพวกเขากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

 

เจาะลึกโมเดลธุรกิจ: กำไร 100% มีอยู่จริง?

ผมมีโอกาสได้เข้าไปนั่งคุยกับ "น้อง" เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามบ้านแฟนที่กำลังง่วนอยู่กับการคัดแยกของเก่า น้องเล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วเขามีงานประจำทำอยู่ แต่ช่วงเวลาว่างหรือวันหยุด เขาจะนำรถกระบะคู่ใจออกตระเวนรับซื้อของเก่าตามหมู่บ้านและแหล่งชุมชนรอบๆ พื้นที่

 

ตัวเลขที่ทำเอาผมตาโตคือ "ต้นทุนและการทำกำไร"

1. เงินทุนหมุนเวียน: ในแต่ละวันที่ออกไป น้องจะเตรียมเงินสดไว้ประมาณ 1,400 - 2,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ไม่เกิน 1,500 บาทก็เต็มรถแล้ว

2. กำไรมหาศาล: เมื่อนำของที่รับซื้อมาคัดแยกและนำไปขายต่อให้ร้านรับซื้อของเก่ารายใหญ่ (โรงอัด) กำไรที่ได้มักจะเท่ากับ 100% ของทุนที่จ่ายไป เช่น ลงทุนซื้อมา 1,400 บาท เมื่อขายจะได้เงินกลับมาประมาณ 2,600 - 2,800 บาท

3. ค่าใช้จ่ายแฝง: ค่าน้ำมันจะอยู่ที่ประมาณ 300 - 400 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับระยะทาง แต่ส่วนใหญ่จะเน้นวิ่งวนในรัศมีใกล้ๆ ที่คุ้นเคย

 

เทคนิคการ "คัดแยก" คือหัวใจของการเพิ่มมูลค่า

น้องสอนผมว่า การซื้อมาแล้วขายไปแบบ "รวมๆ" คือความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของผู้เริ่มต้น หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรพุ่งปรี๊ดคือการคัดแยกประเภทสินค้าอย่างละเอียด:

- ขวดเบียร์/ขวดแก้ว: คัดแยกเข้าลังเพิ่มมูลค่าได้ดีกว่าขายเป็นเศษแก้วรวม

- กระดาษลัง (OCC): ราคาสูงขึ้นจากช่วงตกต่ำปี 62 ที่เคยเหลือเพียง 2 บาท

- เหล็กหนา/เหล็กรวม: สินค้าหลักที่น้ำหนักเยอะและทำเงินได้สม่ำเสมอ

- พลาสติกใส (PET): ขวดน้ำใสต้องลอกฉลากและคัดแยกฝาเพื่อราคาที่ดีที่สุด

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ "ขวดเบียร์และขวดเหล้า" หากเราซื้อมาแบบเป็นกองเศษแก้ว ราคาจะต่ำมาก แต่ถ้านำมาคัดแยกใส่ลงลัง (ลังเบียร์เปล่า) ให้เรียบร้อย ร้านรับซื้อจะให้ราคาเป็น "ขวดลัง" ซึ่งสูงกว่าเศษแก้วรวมหลายเท่าตัว นี่คือจุดที่คนขยันจะได้เปรียบ เพราะมันคือการเปลี่ยน "แรงกาย" ให้กลายเป็น "ส่วนต่างกำไร"

 

เทศกาล: ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวทองคำ

ช่วงสงกรานต์หรือปีใหม่ คือ "ฤดูกาลล่าทอง" ของรถเร่รับซื้อของเก่า เพราะเป็นช่วงที่ผู้คนกลับบ้าน มีการเลี้ยงฉลอง ของเก่าจำพวกขวดแก้วและกระป๋องอลูมิเนียมจะพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ น้องบอกว่าช่วงนี้ต้องออกรถแต่เช้า เพราะของมีเยอะจนเก็บไม่ทันกันเลยทีเดียว บางวันอาจต้องวิ่งส่งของถึง 2-3 รอบ

 

คำแนะนำสำหรับมือใหม่ช่วงโควิด

สำหรับเพื่อนๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจหรือว่างงาน อาชีพนี้คือทางเลือกที่น่าสนใจมากครับ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องสุขอนามัยเป็นพิเศษ สวมแมสก์ ล้างมือบ่อยๆ และหมั่นทำความสะอาดรถหลังจากเสร็จงาน หรือจะรอให้สถานการณ์การระบาดคลี่คลายลงก่อนค่อยเริ่มก็ยังไม่สายครับ

 

บทสรุป: ความขยันไม่มีวันอดตาย

บทเรียนที่ผมได้จากการนั่งคุยกับน้องในวันนั้นคือ "ไม่มีอาชีพไหนที่ต้อยต่ำ หากเราทำมันด้วยความตั้งใจและมีความรู้จริง" รถเร่รับซื้อของเก่าไม่ใช่แค่การขี่รถไปรับขยะ แต่มันคือธุรกิจโลจิสติกส์และการบริหารจัดการทรัพยากรขนาดย่อมที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

 

ขอให้ทุกท่านที่กำลังมองหาโอกาส มีพลังใจที่เข้มแข็ง และมองเห็น "ขุมทรัพย์" ที่อยู่รอบตัวเราเหมือนกับที่น้องคนนี้มองเห็นนะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีและร่ำรวยจากความขยันครับ!





ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-10 14:45:24




ทำไมวันนี้ "ขยะ" ถึงกลายเป็น "ทองคำ" ที่น่าขุดที่สุด?

ทำไมวันนี้ "ขยะ" ถึงกลายเป็น "ทองคำ" ที่น่าขุดที่สุด?


ทำไมวันนี้ "ขยะ" ถึงกลายเป็น "ทองคำ" ที่น่าขุดที่สุด?

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

 

 ทำไมวันนี้ "ขยะ" ถึงกลายเป็น "ทองคำ" ที่น่าขุดที่สุด?

 

ในยุคที่ใครหลายคนมองว่าเศรษฐกิจซบเซา การค้าขายฝืดเคือง โรงงานปิดตัวลง ข้อมูลเหล่านี้อาจทำให้คุณลังเลที่จะเริ่มต้นธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ "ธุรกิจรับซื้อของเก่า" ที่ภาพจำในหัวของหลายคนอาจเป็นเรื่องของความสกปรก หรือความเหนื่อยยากที่ได้กำไรเพียงน้อยนิด แต่จากประสบการณ์ตรงกว่า 12 ปีในวงการนี้ ผมกล้ายืนยันเสียงแข็งเลยว่า "ช่วงนี้คือจังหวะที่ดีที่สุดในรอบทศวรรษ" ในการก้าวเข้าสู่สมรภูมิรีไซเคิล!

 

หลายคนมักมีข้อโต้แย้งในใจว่า "คนไม่มีจะกินแล้ว จะเอาของที่ไหนมาขาย?" หรือ "โรงงานงานน้อยลง ขยะอุตสาหกรรมก็ต้องน้อยลงตามสิ?" คำตอบคือ "ใช่และไม่ใช่" ครับ แม้ปริมาณขยะจากภาคการผลิตอาจจะลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนธุรกิจนี้จริงๆ คือ "มูลค่าต่อหน่วย" ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และพฤติกรรมการกำจัดของเสียที่เปลี่ยนไปของผู้คนในยุคข้าวยากหมากแพง ที่เริ่มมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เคยทิ้งเปล่า

 

---

 

จากรถกระบะคันเดียวสู่ธุรกิจหลักล้าน: วิวัฒนาการ 12 ปีที่ผมเห็น

 

เส้นทางของผมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ผมเริ่มต้นจากรถกระบะเก่าๆ เพียงคันเดียว ตระเวนเก็บขวดพลาสติก ลังเบียร์ ตามร้านโชห่วยและบ้านเรือน ในวันที่ราคากระดาษลังกิโลละไม่กี่บาท ในช่วงเวลานั้นกำไรต่อเที่ยวอาจจะพอกินแค่ค่าข้าวและค่าน้ำมัน แต่สิ่งที่ได้มามากกว่าเงินคือ "ทักษะการแยกแยะ" และ "เครือข่าย" 

 

เมื่อเวลาผ่านไป ผมขยับขยายจากการเดินรถไปสู่การประมูลเหล็กจากโรงงานอุตสาหกรรม และการขายส่งพาเลทไม้-พลาสติก ผมได้เห็นวิวัฒนาการของการรีไซเคิลที่เปลี่ยนจาก "อาชีพแก้จน" มาเป็น "ธุรกิจเชิงกลยุทธ์" ทุกวันนี้ร้านรับซื้อของเก่าไม่ใช่แค่ที่เก็บขยะ แต่คือสถานีเปลี่ยนถ่ายทรัพยากรที่สำคัญของโลก ราคาสินค้าที่เคยถูกจนคนไม่แยแส ปัจจุบันกลับมีมูลค่าที่ทำให้คนต้องรีบหิ้วมาขายทันทีที่รวบรวมได้เพียงเล็กน้อย

 

---

 

เจาะลึกตัวเลข: เมื่อกราฟราคาพุ่งทะยานจนน่าตกใจ

 

หากคุณยังไม่เชื่อในคำพูดของผม ลองมาดูตัวเลขเปรียบเทียบระหว่างปี 2562 (ก่อนวิกฤตครั้งใหญ่) กับปี 2564-2567 ที่ผ่านมากันครับ ข้อมูลนี้เป็นราคากลางค่าเฉลี่ยที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดในรอบ 10 ปี

 

ทองแดงปอก จากเดิมกิโลกรัมละ 184 บาท พุ่งขึ้นมาแตะที่ 280 บาท นี่คือการเพิ่มขึ้นเกือบ 100 บาทต่อกิโลกรัม! หรืออย่างกระดาษลังที่เคยราคาตกต่ำเหลือเพียง 2 บาท ปัจจุบันขยับขึ้นมาเป็น 8.2 บาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตหลายเท่าตัว 

 

ทำไมราคาถึงขึ้น? ปัจจัยหลักมาจากการขาดแคลนทรัพยากรใหม่ ต้นทุนการทำเหมืองที่สูงขึ้น และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่บังคับให้ภาคอุตสาหกรรมต้องใช้ "วัตถุดิบรีไซเคิล" มากขึ้น เมื่อดีมานด์สูงขึ้นแต่ซัพพลายยังจำกัด ร้านรับซื้อของเก่าที่อยู่กลางทางจึงได้รับอานิสงส์นี้ไปเต็มๆ ซื้อง่าย ขายคล่อง กำไรต่อหน่วยหนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

---

 

จิตวิทยาของผู้ขาย: ยิ่งราคาแพง คนยิ่งอยากคัดแยก

 

ในอดีตตอนที่เหล็กราคากิโลกรัมละ 4-5 บาท หรือพลาสติกกิโลกรัมละไม่กี่บาท ประชาชนส่วนใหญ่มักจะทิ้งรวมกับขยะทั่วไปเพราะ "ไม่คุ้มค่าเหนื่อย" ในการเก็บรวบรวม แต่เมื่อราคาทะยานขึ้นสูงดังเช่นปัจจุบัน พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปทันทีครับ 

 

ห้างร้าน บริษัท หรือแม้แต่บ้านพักอาศัย เริ่มมองหา "จุดรับซื้อ" มากขึ้น พวกเขาอยากขายเพราะมันหมายถึงเงินก้อนที่ช่วยจุนเจือค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้จริง สำหรับเราในฐานะผู้ประกอบการ นี่คือโอกาสในการได้ของมาหมุนเวียนมากขึ้นโดยไม่ต้องออกไปวิ่งหาฝ่ายเดียว ลูกค้าจะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเราเองเพราะเขาเห็นค่าของ "เงินในถังขยะ" ของเขา

 

---

 

5 กลยุทธ์เริ่มต้นสำหรับมือใหม่ในยุค "นาทีทอง"

 

หากคุณสนใจจะเปิดร้านในช่วงนี้ ผมมีคำแนะนำสำคัญ 5 ข้อ:

1. **คัดแยกให้ขาด:** ความรู้คือเงินทอง ถ้าคุณแยกเกรดทองแดงหรืออลูมิเนียมผิด คุณอาจเสียกำไรไปมหาศาล

2. **เครื่องชั่งต้องเที่ยง:** ความซื่อสัตย์คือหัวใจของธุรกิจนี้ ลูกค้าจะกลับมาหาคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้าเขามั่นใจในตาชั่ง

3. **บริหารเงินสด:** ธุรกิจนี้ต้องใช้เงินสดหมุนเวียน การมีเงินพร้อมรับซื้อตลอดเวลาคือข้อได้เปรียบ

4. **ทำเลคือชัยชนะ:** แม้ไม่ต้องอยู่ในเมืองใหญ่ แต่การมีพื้นที่ให้รถเข้า-ออกสะดวกคือเรื่องสำคัญ

5. **สร้างสัมพันธ์กับแหล่งปล่อย:** คุณต้องรู้ว่าจะเอาของที่รับซื้อมาไปขายต่อที่ไหน (โรงหล่อ, ร้านส่งขนาดใหญ่) เพื่อให้ได้ราคา Margin ที่ดีที่สุด

 

---

 

บทสรุป: ความรวยที่ซ่อนอยู่ในกองขยะ

 

โลกของการรีไซเคิลกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาส แม้สภาวะเศรษฐกิจภายนอกจะดูซบเซา แต่ภายในกองขยะเหล่านั้นมีมูลค่าที่จับต้องได้และรอให้ผู้ที่มองเห็นโอกาสเข้าไปจัดการ ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่กำลังหาช่องทางทำมาหากินในยุคนี้ การเริ่มต้นในวันที่คนอื่นหวาดกลัว คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่ยั่งยืน 

 

ขอให้ทุกท่านโชคดีและร่ำรวยจากการเปลี่ยนขยะให้เป็นทุนใน "จังหวะทอง" นี้ครับ!






ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-10 14:36:21




ราคาของเก่า ราคาเศษเหล็ก สวิงตัวร้านรับซื้อของเก่าทำงานยาก 2564

ราคาของเก่า ราคาเศษเหล็ก  สวิงตัวร้านรับซื้อของเก่าทำงานยาก 2564


ราคาของเก่า ราคาเศษเหล็ก สวิงตัวร้านรับซื้อของเก่าทำงานยาก 2564

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

ทองคำเดินได้  เมื่อวงจรของเก่าสวิงแรง ร้านรับซื้อต้องปรับตัวให้ทันกระแสโลก

 

ในโลกที่ทุกอย่างหมุนเวียนเปลี่ยนไป กลิ่นของสนิมเหล็กและเสียงการคัดแยกขวดแก้วอาจดูเหมือนกิจกรรมพื้นฐานที่เกิดขึ้นในร้านรับซื้อของเก่าซอยท้ายหมู่บ้าน แต่เบื้องหลังกำแพงสังกะสีเหล่านั้น คือฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่กำลังเผชิญกับคลื่นยักษ์แห่งความผันผวน...

 

1. ย้อนรอย 'นาทีทอง' กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม 2564

หากจะพูดถึงช่วงเวลาที่ 'ขยะ' กลายเป็น 'ทองคำ' อย่างแท้จริง คงต้องย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2564 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม ในช่วงนั้น บรรดาร้านรับซื้อของเก่า โรงงานรีไซเคิล หรือแม้แต่พี่ๆ ซาเล้งต่างยิ้มแก้มปริ เพราะราคาวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นแบบผิดหูผิดตา เหล็กที่เคยรับซื้อกันไม่กี่บาท กลับกลายเป็นของมีราคาที่ทุกคนอยากสะสม

 

ไม่ใช่แค่เหล็กเท่านั้น แต่ทองแดง ทองเหลือง และเศษกระดาษ ต่างพาเหรดปรับตัวสูงขึ้นกันถ้วนหน้า ทำให้เหล่าแม่บ้านและประชาชนทั่วไปที่เก็บของเก่ารอขายได้รับอานิสงส์นี้ไปเต็มๆ กระเป๋าตังค์สั่นเพราะเงินที่ได้จากการเคลียร์บ้านนั้นมากกว่าปกติหลายเท่าตัว นี่คือยุคที่ผู้เขียนเองก็สัมผัสได้ถึงความคึกคักของตลาดมือสองและเศษวัสดุที่เปลี่ยนจากภาระให้กลายเป็นพลังเงินสดในพริบตา

 

2. ทำไมราคาถึงพุ่ง? เจาะลึกปัจจัยระดับโลก

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเศษเหล็กเก่าๆ ในบ้านเราถึงไปอิงกับราคาตลาดโลกได้ขนาดนั้น? คำตอบซ่อนอยู่ในบทวิเคราะห์เศรษฐกิจที่ผมสรุปมาให้เห็นภาพง่ายๆ ดังนี้:

 

ประการแรก: พิษจากโรคระบาดโควิด-19 ที่ทำให้โลกหยุดชะงักไปพักใหญ่ เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ทั่วโลกต่างเร่ง 'สต็อก' วัตถุดิบเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตหลังคลายล็อกดาวน์ การแย่งชิงทรัพยากรในช่วงที่ซัพพลายเชนยังติดขัด จึงทำให้ราคาถีบตัวสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

ประการที่สอง: กำแพงเขียวจากจีน จีนในฐานะโรงงานของโลกเริ่มตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง มีการสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมหนักที่มีมลพิษสูง ส่งผลให้กำลังการผลิตในจีนลดลงและต้องหันมานำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศแทน รวมถึงการย้ายฐานผลิตมายังอาเซียน ซึ่ง 'ไทย' คือเป้าหมายหลัก สังเกตได้จากโรงหลอมเหล็กในบ้านเราปัจจุบันที่มีทุนจีนถือหุ้นหลักเป็นจำนวนมาก

 

3. เหรียญอีกด้าน: ผู้รับเหมาและโรงงานน้ำตาตก

ในขณะที่ร้านของเก่าและซาเล้งกำลังเฉลิมฉลอง แต่อีกฟากหนึ่งของอุตสาหกรรมกลับร้องระงม บรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างที่เซ็นสัญญาจ้างแบบ 'เหมาทั้งของทั้งแรง' ต่างพากันเหงื่อตก เพราะต้นทุนวัตถุดิบอย่างเหล็กเส้นและอุปกรณ์โลหะต่างๆ พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าที่ประเมินไว้ในตอนแรก

 

หลายโครงการต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน บางรายถึงขั้นต้องหยุดงานหรือทิ้งงานเพราะสู้ราคาวัสดุไม่ไหว โรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้โลหะเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตก็ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่บวมขึ้น ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนมาถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปลายทางในที่สุด

 

4. ความสวิงที่น่ากลัว: บทเรียนการบริหารความเสี่ยง

ธรรมชาติของราคาสินค้าโภคภัณฑ์คือ 'สิ่งที่ขึ้นไปได้ ก็ย่อมลงมาได้' หลังจากช่วงพุ่งทะยาน ก็ตามมาด้วยช่วงเวลาแห่งการ 'ตรึงราคา' และความผันผวน ร้านรับซื้อของเก่าหลายแห่งเริ่มทำงานยากขึ้น เพราะราคาที่รับซื้อมาเมื่อวาน อาจจะสูงกว่าราคาที่ขายออกในวันนี้

 

หากระบายของไม่ทัน หรือบริหารสต็อกผิดพลาด กำไรที่เคยสะสมมาอาจมลายหายไปกับส่วนต่างราคาที่ดิ่งลง ร้านของเก่าและโรงงานรีไซเคิลจึงต้องมี 'สัญชาตญาณ' และความรวดเร็วในการตัดสินใจ การดองของไว้นานเกินไปในตลาดที่สวิงแรงแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการถือระเบิดเวลาไว้ในมือ

 

5. บทสรุป: การปรับตัวในโลกใบเก่าที่ราคาใหม่

สุดท้ายนี้ หัวใจสำคัญของการอยู่รอดในวงการของเก่าไม่ใช่แค่การมีพื้นที่เก็บของกว้างๆ หรือมีตราชั่งที่แม่นยำ แต่คือการ 'อ่านตลาด' ให้ขาด การติดตามข่าวสารเศรษฐกิจระดับโลกอย่างใกล้ชิด และการบริหารสภาพคล่องทางการเงินให้แข็งแกร่งคือเกราะป้องกันชั้นดี

 

ขอให้เพื่อนๆ ร่วมอาชีพและนักบริหารจัดการของเสียทุกท่านโชคดี มีไหวพริบในการรับมือกับความผันผวน เพราะในขยะยังมีโอกาส และในวิกฤตยังมีทางออกเสมอ หากเราพร้อมที่จะปรับตัวตามกระแสโลกที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง

                                                                                                                                      

 






ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-10 14:23:50




พามาชมการตัดเครื่องจักร

พามาชมการตัดเครื่องจักร


พามาชมการตัดเครื่องจักร

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

# ชีวิตหลังความตายของเครื่องจักร: บันทึกการ 'ชำแหละ' เครื่องทอผ้าจากโรงงานสู่วงจรเตาหลอม

**โดย ทีมงานรีไซเคิลชล** ท่ามกลางเสียงเครื่องจักรที่เงียบสงัดในโรงงานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่แค่เศษเหล็กที่วางกองอยู่ แต่มันคือเรื่องราวของความหวังทางธุรกิจที่ถูกหยุดไว้ด้วยปัจจัยที่ไม่มีใครคาดคิด วันนี้ "รีไซเคิลชล" จะขอพาทุกท่านไปเจาะลึกเบื้องหลังปฏิบัติการรับซื้อเครื่องจักรเก่าครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นเครื่องทอผ้ามือสองที่ยังไม่เคยได้เดินเครื่องในสายการผลิตจริง แต่ต้องมาจบเส้นทางที่ลานรีไซเคิลของเรา

### 1. ปริศนาเครื่องจักรใหม่ในคราบมือสอง: เมื่อวิกฤตเปลี่ยนแผนธุรกิจ ย้อนกลับไปถึงที่มาของเครื่องจักรล็อตนี้ ลูกค้าของเราเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียดายว่า เดิมทีโรงงานแห่งนี้มีโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ในการขยายฐานการผลิตผ้าทอเพื่อส่งออก พวกเขาจึงทำการ "ประมูลเหมา" เครื่องทอผ้ามือสองสภาพนางฟ้ามาจากต่างประเทศ เพื่อเตรียมติดตั้งลงในโรงงานใหม่ แต่ทว่า... โลกทั้งใบก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อ "วิกฤตการณ์โควิด-19" มาถึง ธุรกิจสิ่งทอที่เคยรุ่งเรืองกลับเผชิญกับภาวะชะงักงัน คำสั่งซื้อถูกยกเลิก การขนส่งติดขัด และที่สำคัญที่สุดคือ "ปัญหาเรื่องสถานที่" ที่ถูกปรับเปลี่ยนไปใช้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ เครื่องทอผ้าที่นอนรอวันทำงานจึงกลายเป็นเพียงเหล็กก้อนยักษ์ที่ตั้งขวางที่โรงงาน เมื่อสถานการณ์ไม่คลี่คลายตามแผนที่วางไว้ ทางโรงงานจึงตัดสินใจ "ตัดใจขายขาด" เพื่อเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นสภาพคล่อง และนั่นคือหน้าที่ของพวกเรา รีไซเคิลชล ที่ต้องเข้าไปรับช่วงต่อ

### 2. ทางแยกของการจัดการ: ขายต่อเป็นตัว หรือ ส่งเข้าเตาหลอม? เมื่อเครื่องจักรเหล่านี้ถูกขนย้ายมาถึงหน้าร้านของเก่าของเรา เรามีสมการทางธุรกิจที่ต้องแก้ 2 วิธีหลักๆ:

**วิธีที่ 1: การขายต่อเป็นเครื่องจักรมือสอง (Refurbish & Resell)** ในทางทฤษฎี นี่คือวิธีที่สร้างมูลค่าได้สูงสุด ถ้าเราสามารถหาโรงงานทอผ้าที่กำลังต้องการเครื่องรุ่นนี้พอดี หรือส่งต่อให้พ่อค้าเครื่องจักรเฉพาะทาง เราจะได้กำไรที่งดงามโดยไม่ต้องใช้แรงงานในการชำแหละเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ในความเป็นจริงของตลาดรีไซเคิล "ความเร็วคือหัวใจ" ในวันที่อุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ พ่อค้าเครื่องจักรต่างเก็บตัวเงียบ การรอคอยผู้ซื้อที่อาจจะไม่มาเลยคือความเสี่ยงที่ร้านของเก่าต้องแบกรับ
**วิธีที่ 2: การตัดส่งเข้าเตาหลอม (The Scrap Route)** นี่คือวิธีที่ "จบงานไว ได้เงินเร็ว" ที่สุด แม้กำไรต่อชิ้นอาจจะสู้การขายเป็นตัวไม่ได้ แต่เมื่อเทียบกับค่าเสียโอกาสของพื้นที่ในร้านและเวลาที่ต้องรอคอย การชำแหละส่งโรงหลอมคือคำตอบที่ยั่งยืนกว่า และสำหรับล็อตนี้ หลังจากประเมินตลาดแล้ว เราพบว่าไม่มีพ่อค้าเครื่องจักรสนใจรับช่วงต่อ เราจึงเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ "ชำแหละ" เต็มรูปแบบ

### 3. ปฏิบัติการ 'ชำแหละ' อย่างมืออาชีพ: ขั้นตอนที่มากกว่าแค่การทำลาย การตัดเครื่องจักรไม่ใช่เรื่องของการใช้กำลังคนเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ "ศาสตร์และศิลป์" ในการแยกประเภทวัสดุเพื่อให้ได้มูลค่าสูงสุดและปลอดภัยที่สุด ####

**ขั้นตอนที่ 1: การเคลียร์เชื้อเพลิงและวัสดุอันตราย (The Fire Guard)** กฎเหล็กของรีไซเคิลชลคือ "ความปลอดภัยต้องมาอันดับหนึ่ง" ก่อนที่เปลวไฟจากแก๊สตัดเหล็กจะเริ่มทำงาน ลูกน้องของผมต้องทำการรื้อถอน พลาสติก ยาง สายพาน และคราบน้ำมันหล่อลื่นออกให้หมด วัสดุเหล่านี้คือเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะทำให้เกิดอัคคีภัยได้หากเรามองข้าม การเคลียร์พื้นที่ทำงานให้สะอาดช่วยให้เราทำงานได้อย่างมั่นใจและรวดเร็ว ####

**ขั้นตอนที่ 2: การปลดชุดบนและโครงสร้างส่วนสูง (Decapitation)** เครื่องทอผ้าเป็นเครื่องจักรที่มีโครงสร้างสูงและซับซ้อน วิธีการที่ปลอดภัยที่สุดคือการ "ลดระดับความสูง" ของมันลง เราจะทำการตัดหัวน็อตยึดหลัก 4 จุดที่จับชุดบนไว้ จากนั้นใช้รถยกโฟล์คลิฟต์เข้าประคองและยกชุดบนออก การทำเช่นนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่เศษเหล็กจะร่วงหล่นลงมาทับคนทำงานที่อยู่ด้านล่าง และยังทำให้เรามองเห็นโครงสร้างภายในได้ชัดเจนขึ้น ####

**ขั้นตอนที่ 3: การแยกชุดลูกกลิ้ง (Roller Extraction & Stainless Sorting)** ลูกกลิ้งในเครื่องทอผ้าคือหัวใจของการคัดแยก เพราะมันมักจะประกอบไปด้วยวัสดุผสม ทั้งเหล็กหนา สแตนเลส และอลูมิเนียม เราต้องแยกส่วนนี้ออกมาเพื่อ "ปลอก" เอาวัสดุที่มีราคาสูงอย่างสแตนเลสออกต่างหาก การแยกสแตนเลสออกจากเหล็กธรรมดาช่วยเพิ่มรายได้ให้เราอย่างมหาศาล เพราะราคาตลาดของสแตนเลสนั้นสูงกว่าเหล็กหลายเท่าตัว ####

**ขั้นตอนที่ 4: การขุดทองในเครื่องจักร (The Motor & Non-Ferrous Treasure)** ภายในเครื่องจักรเก่าจะมี "มอเตอร์ไฟฟ้า" และชิ้นส่วน "ทองเหลือง/ทองแดง" ซ่อนอยู่ตามจุดเชื่อมต่อและระบบส่งกำลัง นี่คือขุมทรัพย์ที่แท้จริงของคนรับซื้อของเก่า เราต้องใช้ความละเอียดในการแกะมอเตอร์เพื่อเอาขดลวดทองแดงข้างในออกมา ทองแดงเป็นโลหะที่มีค่าตัวสูงที่สุดในบรรดาเศษโลหะอุตสาหกรรม ยิ่งเราคัดแยกได้บริสุทธิ์เท่าไหร่ กำไรของเราก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ####

**ขั้นตอนที่ 5: การชำแหละโครงสร้างข้าง (The Final Shredding)** เมื่อชิ้นส่วนมีค่าถูกถอดออกหมดแล้ว จะเหลือเพียงเฟรมเหล็กหล่อขนาดใหญ่ด้านข้าง ซึ่งมีน้ำหนักมหาศาลและขนาดที่เกินกว่าจะบรรทุกขึ้นรถสิบล้อได้ในชิ้นเดียว เราต้องใช้ช่างตัดเหล็กที่มีฝีมือ ตัดแบ่งเฟรมเหล่านี้ให้เป็นชิ้นเล็กๆ ขนาด "30x30 นิ้ว" หรือตามที่โรงหลอมกำหนด เพื่อให้สะดวกต่อการป้อนเข้าเตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace) ต่อไป

### 4. บทสรุป: วงจรชีวิตใหม่ของเหล็กกล้า การเดินทางของเครื่องทอผ้าชุดนี้อาจจะไม่ได้จบลงที่การสร้างผืนผ้าที่สวยงาม แต่มันได้ทำหน้าที่ที่สำคัญไม่แพ้กันในโลกของ "เศรษฐกิจหมุนเวียน" (Circular Economy) เหล็กทุกชิ้น สแตนเลสทุกเส้น และทองแดงทุกขด ที่เราชำแหละออกมา จะถูกส่งกลับไปเป็นวัตถุดิบในการสร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหล็กเส้นสำหรับสร้างบ้าน หรืออาจจะกลับมาเป็นส่วนประกอบของเครื่องจักรตัวใหม่ในอนาคต รีไซเคิลชล ภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยจัดการทรัพยากรเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การ "รับซื้อเครื่องจักรเก่า" สำหรับเราจึงไม่ใช่แค่การซื้อของที่คนอื่นไม่ต้องการ แต่คือการคืนชีวิตให้กับวัสดุเหล่านั้นอีกครั้งในรูปแบบใหม่ ขอบคุณเพื่อนๆ

ทุกคนที่ร่วมติดตามอ่านจนจบ หวังว่าบทความนี้จะเปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับโลกของคนรับซื้อของเก่าให้ทุกคนได้เห็นนะครับ หากมีเครื่องจักรเก่า หรืออยากปรึกษาเรื่องการรีไซเคิล ติดต่อพวกเรา รีไซเคิลชล ได้เสมอครับ!





ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-10 12:35:37




พาไป ประมูล ซื้อ เหมา เครื่องจักรเก่า โรงงาน

พาไป ประมูล ซื้อ เหมา เครื่องจักรเก่า โรงงาน


พาไป ประมูล ซื้อ เหมา เครื่องจักรเก่า โรงงาน

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

 

หัวข้อ: เจาะลึกวิชา "ประมูลเครื่องจักรเก่า" กำไรท่วม หรือ ขาดทุนยับ? เผยกลยุทธ์จากประสบการณ์จริง

 

บทนำ: โลกของขยะสีทอง

ในอาชีพ "รับซื้อของเก่า" หรือการทำธุรกิจรีไซเคิลนั้น หลายคนมักติดภาพลักษณ์ของความเหนื่อยยากและเปื้อนฝุ่น แต่ในสายตาของนักธุรกิจรีไซเคิลมืออาชีพ ทุกพื้นที่คือโอกาส และขยะทุกชิ้นคือ "ขุมทรัพย์" ที่รอการคัดแยก ความน่าสนใจของอาชีพนี้อยู่ที่ความหลากหลายของสินค้าที่หมุนเวียนเข้ามาในแต่ละวัน ตั้งแต่ของใช้ในบ้านอย่าง โต๊ะ ตู้ เตียง เก้าอี้ ไปจนถึงซากรถยนต์ เศษเหล็กก่อสร้าง ขวดแก้ว กระดาษลัง และโลหะมีค่าอย่าง ทองแดง ทองเหลือง หรือสแตนเลสเกรดต่างๆ

 

แต่ท่ามกลางสินค้ามากมายเหล่านั้น มีสินค้ากลุ่มหนึ่งที่ถือว่าเป็น "รุ่นเฮฟวี่เวท" ของวงการ นั่นคือ "เครื่องจักรเก่า" ซึ่งเป็นสินค้าที่อยู่ในกลุ่มเศษเหล็ก แต่มีความซับซ้อนในการตีราคาและการขนย้ายมากกว่าเหล็กทั่วไปหลายเท่าตัว วันนี้ผมจะมาเจาะลึกประสบการณ์การประมูลเครื่องจักรในช่วงปลายปี 2564 เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ที่สนใจจะเปิดร้านรับซื้อของเก่าหรือก้าวเข้าสู่สนามการประมูลเครื่องจักร

 

บทที่ 1: สายตรงจาก YouTube และโจทย์ที่ท้าทาย

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2564 เมื่อผมได้รับสายจากคุณชัยวุฒิ ซึ่งเป็นแฟนคลับที่ติดตามผลงานของผมผ่านทางช่อง Youtube เขาโทรมาปรึกษาด้วยความกังวลเกี่ยวกับการประมูลเครื่องจักรเก่าชุดหนึ่ง โดยเขาต้องการทราบวิธี "ตีราคา" และ "เสนอราคา" อย่างไรให้ไม่ขาดทุนและมีโอกาสได้งาน

 

นี่คือโจทย์คลาสสิกของมือใหม่ เพราะเครื่องจักรเก่าไม่เหมือนเหล็กเส้นที่ชั่งกิโลขายได้ทันที แต่มันคือโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมหาศาล มีส่วนประกอบของโลหะหลายชนิด และที่สำคัญคือ "ค่าใช้จ่ายแฝง" ในการเอาสิ่งเหล่านี้ออกมาจากโรงงาน

 

บทที่ 2: 2 กลยุทธ์การตีราคา อาวุธที่นักประมูลต้องเลือก

ผมได้แบ่งปันความรู้ให้คุณชัยวุฒิฟังว่า ในโลกของการรับซื้อเครื่องจักร มีวิธีการเสนอราคาที่เป็นสากลอยู่ 2 วิธีหลัก:

 

1. การเสนอราคาแบบเหมารวม (Lump Sum Buying)

วิธีนี้คือการ "วัดกึ๋น" และประสบการณ์ของผู้ซื้ออย่างแท้จริง ผู้ซื้อจะต้องใช้สายตามองเครื่องจักรแล้วคาดคะเนว่า "น้ำหนักน่าจะอยู่ที่เท่าไหร่" จากนั้นจึงนำมาคำนวณด้วยราคาซื้อต่อกิโลกรัม แล้วหักลบด้วยค่าดำเนินการทั้งหมด (รถยก รถเครน ค่าแรง ค่าขนส่ง) 

- ข้อดี: ถ้าคาดคะเนแม่นยำและเครื่องจักรหนักกว่าที่คิด กำไรจะมหาศาลมาก

- ข้อเสีย: ถ้าคาดคะเนพลาด หรือเครื่องจักรกลวงกว่าที่เห็น ขาดทุนย่อยยับได้ทันที วิธีนี้จึงต้องอาศัย "ความชำนาญ" และประสบการณ์สูงมาก

 

2. การซื้อแบบชั่งน้ำหนักตามจริง (Per Kilogram Buying)

วิธีนี้คือการตกลงราคากลางต่อกิโลกรัม แล้วทำการชั่งน้ำหนักจริงที่ตาชั่งก่อนจ่ายเงิน 

- ข้อดี: ปลอดภัยที่สุด ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องน้ำหนักผิดพลาด

- ข้อเสีย: ราคาที่รับซื้อต้องต่ำกว่าราคาเศษเหล็กในตลาดพอสมควร เพราะต้องเผื่อค่าบริหารจัดการ ค่ารถยก และค่าขนย้าย ซึ่งมักจะสูงมากสำหรับเครื่องจักร

 

บทที่ 3: กับดักตัวเลข 15 บาท กับราคาตลาด 16.2 บาท

คุณชัยวุฒิเล่าให้ผมฟังว่า เขาต้องการซื้อแบบเป็นกิโลกรัมเพราะกลัวพลาด แต่ทางเจ้าของเครื่องจักรเสนอราคาขายมาที่ 15 บาท/กก. ขณะที่ราคาเศษเหล็กในวันนั้นอยู่ที่ประมาณ 16.2 บาท/กก. 

 

ผมรีบเตือนคุณชัยวุฒิทันทีว่า "ซื้อไม่ได้แน่นอน" เพราะส่วนต่างเพียง 1.2 บาท/กก. ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการทำเครื่องจักรแน่นอน ลองคิดดูว่าหากเครื่องจักรหนัก 1 ตัน (1,000 กิโลกรัม) เราจะมีส่วนต่างกำไรเพียง 1,200 บาท แต่ค่ารถเครนและค่าขนส่งต่อตันนั้นสูงกว่านี้มาก การเสนอราคาแบบนี้จึงเท่ากับ "ขาดทุนตั้งแต่ยังไม่เริ่ม"

 

บทที่ 4: หน้างานจริงและเครื่องทอผ้า 28 ตัว

เมื่อเห็นว่าคุณชัยวุฒิยังลังเล ผมจึงตัดสินใจขอเข้าไปดูหน้างานด้วยเพื่อหาโอกาสและให้คำปรึกษาที่แม่นยำขึ้น สิ่งที่พบคือโรงงานขนาดใหญ่ที่ปิดกิจการลง ภายในมีเครื่องจักรเก่าเกี่ยวกับการทอผ้าทั้งหมด 28 ตัว แบ่งเป็นเครื่องขนาดใหญ่ 24 ตัว และเครื่องขนาดเล็ก 4 ตัว

 

จากการตรวจสอบสภาพ เครื่องเหล่านี้มีโครงสร้างเหล็กที่ค่อนข้างหนาและแน่น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับน้ำหนัก แต่ความยากคือ "ตำแหน่งการจัดวาง" และ "เงื่อนไขการขนย้าย" เพราะมีพื้นที่บางส่วนที่มีผู้เช่าอื่นทำงานอยู่ เราจึงต้องทำงานอย่างเป็นระเบียบและรวดเร็วที่สุด

 

บทที่ 5: โลจิสติกส์ หัวใจหลักของกำไร

ก่อนจะตกลงราคา ผมทำรายการค่าใช้จ่าย (Checklist) ออกมาดังนี้:

1. ค่ารถเทรนเลอร์: บรรทุกได้เที่ยวละ 8 ตัว ต้องใช้ทั้งหมด 4 เที่ยว ราคาเที่ยวละ 4,000 บาท รวมเป็น 16,000 บาท

2. ค่ารถโฟล์คลิฟท์: สำหรับยกและจัดเรียง ราคาเหมาต่อวัน 5,000 บาท

3. ค่าแรงคนงาน: สำหรับตัดแยกส่วนประกอบหรือช่วยจัดเรียง

4. ค่าส่วนต่าง (Commission): ให้กับผู้ประสานงาน 3 คน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในวงการเพื่อเป็นการขอบคุณและสร้างพันธมิตรในระยะยาว

 

บทสรุป: บทเรียนจากการลงสนาม

การประมูลเครื่องจักรไม่ใช่แค่เรื่องของ "ราคาเหล็ก" แต่มันคือเรื่องของ "การจัดการ" หากเราประเมินค่าขนส่งพลาด หรือไม่เผื่อค่าส่วนต่างให้กับผู้นำพา งานที่คิดว่าจะได้กำไรอาจกลายเป็นภาระทันที 

 

สำหรับใครที่กำลังจะเปิดร้านรับซื้อของเก่า ผมขอแนะนำว่า อย่าปฏิเสธโอกาสที่เข้ามาแม้เราจะยังไม่ชำนาญ ให้ลองเข้าไปดูหน้างาน ลองไปเสนอราคา และเรียนรู้จากของจริง เหมือนที่ผมเข้าไปช่วยคุณชัยวุฒิในเคสนี้ เพราะทุกหน้างานคือ "ตำราเรียนเล่มใหญ่" ที่ไม่มีสอนในห้องเรียนครับ

            



 





ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-10 12:01:30




อุปกรณ์ชุดตัดเหล็ก 1 ชุดจะประกอบด้วยอะไรบ้าง

อุปกรณ์ชุดตัดเหล็ก 1 ชุดจะประกอบด้วยอะไรบ้าง


อุปกรณ์ชุดตัดเหล็ก 1 ชุดจะประกอบด้วยอะไรบ้าง

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

 

**หัวใจแห่งการแปรรูป: เจาะลึก ‘ชุดตัดแก๊ส’ อุปกรณ์ทรงพลังที่เจ้าของร้านของเก่าต้องมี**

 

ในโลกของธุรกิจรับซื้อของเก่าที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยเศษเหล็กและกองวัสดุวางระเกะระกะ แท้จริงแล้วนี่คือ "เหมืองแร่บนดิน" ที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ บรรยากาศการทำงานในร้านรับซื้อของเก่าเต็มไปด้วยเสียงกระทบกันของโลหะ เสียงเครื่องยนต์ของรถกระบะขนถ่ายที่เข้าออกอย่างไม่ขาดสาย และที่ขาดไม่ได้คือประกายไฟจากการตัดย่อยเหล็กชิ้นยักษ์ให้กลายเป็นสินค้าที่พร้อมส่งเข้าสู่โรงอุตสาหกรรม

 

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ตาชั่งที่เที่ยงตรงหรือสายตาที่เฉียบคมในการตีราคาวัสดุเท่านั้น แต่ "เครื่องมือช่าง" คือฟันเฟืองหลักที่เปลี่ยนวัตถุดิบไร้รูปทรงให้กลายเป็นรายได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์เร่งด่วนเมื่อมีเศษเหล็กจำนวนมากหลั่งไหลเข้าร้าน แต่เครื่องมือหลักอย่าง "ชุดตัดเหล็กแบบแก๊ส" เกิดชำรุดขึ้นมากะทันหัน ในฐานะบรรณาธิการนิตยสารสายช่าง ผมขอนำประสบการณ์และกรณีศึกษาจากหน้างานจริงมาวิเคราะห์ชุดอุปกรณ์สำคัญชิ้นนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจถึงความสำคัญและเทคนิคการใช้งานอย่างมืออาชีพ

 

### 1. ความสำคัญเชิงเศรษฐศาสตร์: ทำไมต้องตัดย่อยเศษเหล็ก?

 

ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเหล็ก ร้านรับซื้อของเก่าทำหน้าที่เป็น "หน่วยคัดกรองและแปรรูปเบื้องต้น" ก่อนจะส่งต่อเหล็กไปยังยี่ปั๊วรายใหญ่หรือเตาหลอมเหล็ก (Furnace) โดยตรง ปัญหาสำคัญคือเตาหลอมแต่ละประเภทมีข้อจำกัดด้านขนาด (Dimension) หากเราส่งเศษเหล็กที่มีขนาดใหญ่เกินไป เช่น คานเหล็กก่อสร้างยาวๆ หรือตัวถังเครื่องจักรขนาดมหึมา ทางเตาหลอมจะไม่สามารถรับเข้ากระบวนการผลิตได้ หรือหากรับซื้อ ก็จะมีการหักราคาสูงมากเนื่องจากเป็นภาระในการจัดการ

 

การมี "ชุดตัดแก๊ส" ที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าโดยตรง การตัดย่อยเหล็กให้ได้ขนาดตามที่โรงงานกำหนด (เช่น ขนาด 50x50 ซม. หรือตามที่ตกลง) ช่วยให้การขนส่งทำได้หนาแน่นขึ้น (Payload สูงขึ้น) และขายได้ราคาที่ดีกว่า การลงทุนในชุดตัดเหล็กจึงไม่ใช่แค่การซื้อเครื่องมือ แต่มันคือการลงทุนเพื่อ "สภาพคล่อง" และ "ผลกำไร" ของร้านนั่นเอง

 

### 2. รีวิวชุดตัดเหล็กเกรดมาตรฐาน (งบประมาณ 1,350 บาท)

 

เมื่อเครื่องมือตัวเก่งเสียหาย การเลือกหาชุดใหม่ในราคาที่คุ้มค่าและใช้งานได้จริงจึงเป็นเรื่องสำคัญ ชุดตัดแก๊สในเกรดมาตรฐาน (Standard Grade) ราคาประมาณ 1,350 บาท ถือเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับร้านรับซื้อของเก่า เนื่องจากมีความทนทานต่อหน้างานที่สมบุกสมบัน

 

**ภายในชุดประกอบด้วย:**

*   **ด้ามตัดเหล็ก (Cutting Torch):** มีความยาวมาตรฐานประมาณ 45 ซม. ผลิตจากทองเหลืองและโลหะทนความร้อน จุดเด่นคือมีวาล์วปรับควบคุมแก๊สและออกซิเจนอยู่ที่ด้านล่างของด้าม พร้อมคันโยก (Lever) สำหรับเร่งออกซิเจนพุ่งสูงเพื่อใช้ในการ "เป่าหลอม" เหล็กให้ขาดออกจากกัน

*   **ชุดน็อตล็อคนมหนู:** บริเวณปลายด้ามจะมีน็อตทองเหลืองคุณภาพสูงสำหรับยึด "นมหนู" (Cutting Tip) ซึ่งเป็นส่วนที่สัมผัสความร้อนสูงที่สุด

*   **นมหนูตัดเหล็ก (Cutting Tips):** ในชุดมักแถมมาให้ 3 ขนาด คือ เบอร์ 0, 1 และ 2 เพื่อรองรับความหนาของเหล็กที่แตกต่างกัน (เบอร์เล็กสำหรับเหล็กบาง เบอร์ใหญ่สำหรับเหล็กหนา)

 

### 3. เจาะลึกเทคนิคการประกอบและการเลือกใช้: ศาสตร์ที่ช่างต้องรู้

 

การประกอบชุดตัดแก๊สดูเหมือนง่าย แต่มีรายละเอียดเชิงวิศวกรรมที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยโดยเฉพาะ ซึ่งช่างมือใหม่มักจะมองข้าม:

 

**หางปลาและระบบเกลียว (The Safety Threads):**

สิ่งที่น่าสนใจคือ "หางปลา" หรือจุดต่อสายแก๊สทั้งสองตัวจะมีลักษณะไม่เหมือนกัน:

1.  **ด้านแก๊สเชื้อเพลิง (AC/GAS):** จะมี "ขีดบาก" อยู่ที่น็อตทองเหลือง และเป็น **"เกลียวซ้าย"** (หมุนทวนเข็มนาฬิกาเพื่อขันเข้า) นี่คือมาตรฐานสากลเพื่อป้องกันการสลับสายกับออกซิเจน

2.  **ด้านออกซิเจน (OX):** น็อตจะผิวเรียบไม่มีขีด และเป็น **"เกลียวขวา"** (หมุนตามเข็มนาฬิกาเพื่อขันเข้า)

 

**การเลือกใช้นมหนู (Tips Selection):**

การเลือกเบอร์นมหนูมีผลต่อความสิ้นเปลืองแก๊สและคุณภาพการตัด:

*   **เบอร์ 0:** เหมาะสำหรับงานตัดเหล็กแผ่นบางหรือเก็บงาน

*   **เบอร์ 1-2:** เหมาะสำหรับงานรื้อถอนโครงสร้างเหล็กทั่วไปในร้านของเก่า

*   **เทคนิคพิเศษ:** การใช้ความร้อนที่พอเหมาะจะช่วยให้รอยตัดเรียบเนียน ลดการเกิดสะเก็ดเหล็ก (Slag) ที่จะไปเพิ่มน้ำหนักโดยใช่เหตุเมื่อนำไปชั่งขาย

 

**อุปกรณ์เสริมสำหรับการตัดกลม (Circle Cutting Attachment):**

ในชุดมาตรฐานมักมีขาติดล้อและวงเวียนมาให้ อุปกรณ์นี้ช่วยให้เราสามารถตัดเหล็กเป็นรูปวงกลมได้อย่างแม่นยำ โดยการตั้งระยะรัศมีที่แขนปรับระดับ อุปกรณ์นี้มีประโยชน์มากเมื่อต้องจัดการกับฝาถังน้ำมันเก่า หรือชิ้นส่วนเครื่องจักรที่ต้องการความประณีตในการถอดแยกชิ้นส่วน

 

### 4. ส่วนความปลอดภัย (Critical Safety): วิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังความตาย

 

ในฐานะบรรณาธิการ ผมต้องเน้นย้ำส่วนนี้เป็นพิเศษ เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล

 

**ทำไมห้ามใช้ "จารบี" หรือ "น้ำมัน" กับอุปกรณ์ออกซิเจน?**

นี่คือกฎเหล็กทางวิศวกรรมเคมี! ออกซิเจนที่อยู่ในถังมีความเข้มข้นสูงมาก เมื่อออกซิเจนบริสุทธิ์สัมผัสกับสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (เช่น จารบี น้ำมัน หรือแม้แต่คราบน้ำมันบนมือช่าง) จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันอย่างรุนแรงจนเกิดการลุกไหม้ได้เอง (Spontaneous Combustion) โดยไม่ต้องมีประกายไฟ และด้วยความดันในถังที่สูง ปฏิกิริยานี้จะนำไปสู่การระเบิดที่รุนแรง ดังนั้น ห้ามนำจารบีไปทาเกลียวเพื่อให้น็อตลื่นเด็ดขาด!

 

**การดูแลรักษาถังและสายส่ง:**

*   **สายลม/สายแก๊ส:** หากมีรอยแตกหรือหมดอายุ (ยางแข็งกระด้าง) ให้เปลี่ยนทันที เพราะรอยรั่วเพียงเล็กน้อยคือระเบิดเวลา

*   **ถังลม:** ต้องจัดตั้งในแนวตั้งและมีโซ่คล้องป้องกันล้ม การที่ถังล้มจนหัววาล์วหักสามารถทำให้ถังกลายเป็น "จรวด" พุ่งทะลุกำแพงได้เนื่องจากแรงดันมหาศาลภายใน

 

### 5. บทสรุป: การบริหารจัดการสู่ความยั่งยืน

 

การทำร้านรับซื้อของเก่าไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อมาขายไป แต่คือการบริหารจัดการทรัพยากรและเครื่องมือให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การเลือกใช้ชุดตัดแก๊สที่มีคุณภาพ การรู้วิธีประกอบที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม และการยึดถือมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดต้นทุนแฝงที่เกิดจากอุบัติเหตุและการเสียเวลา

 

ชุดตัดเหล็กราคา 1,350 บาท อาจดูเป็นเงินจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับกำไรจากการขายเหล็ก แต่หากมันถูกใช้งานด้วยความเข้าใจและดูแลรักษาอย่างดี มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างกำไรอย่างยั่งยืนให้กับร้านของคุณ จงจำไว้ว่า "ช่างที่เก่งไม่ใช่แค่คนที่ตัดเหล็กได้เร็วที่สุด แต่คือคนที่ทำงานได้มาตรฐานและกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยในทุกๆ วัน"

 

หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้เพื่อนผู้ประกอบการร้านรับซื้อของเก่าทุกท่าน ได้นำไปปรับใช้เพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานให้มืออาชีพยิ่งขึ้นครับ!

   




ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-10 11:28:20




ของเก่าตัวไหน น่าเก็งกำไรในปี 2565

ของเก่าตัวไหน น่าเก็งกำไรในปี 2565


ของเก่าตัวไหน น่าเก็งกำไรในปี 2565

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

 

**สวัสดีครับเหล่า "นักล่าขุมทรัพย์กองขยะ" และพี่น้องชาวรีไซเคิลทั่วไทย!**

 

ยินดีต้อนรับเข้าสู่บทวิเคราะห์เจาะลึกที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเตาหลอมเหล็ก! ปี 2564 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปเนี่ย ผมบอกเลยว่าเป็นปีที่ "สวิง" ยิ่งกว่ารถไฟเหาะตีลังกาในสวนสนุกเสียอีก ใครที่อยู่ในวงการของเก่ามานานคงจะรู้ดีว่าเราไม่ได้เจอสถานการณ์แบบนี้บ่อยๆ ทั้งโควิด-19 ที่ทำเอาเสียวสันหลัง ทั้งเรื่องค่าขนส่งทางเรือ (Freight) ที่แพงหูฉี่จนนึกว่าส่งของไปดาวอังคาร และราคาพลังงานที่พุ่งกระฉูดจนกระเป๋าตังค์สั่น

 

วันนี้ผมในฐานะ "พี่คนเดิม" จะขออาสามาถอดรหัส ตีแผ่ และคาดการณ์ทิศทางตลาดของเก่าปี 2565 ว่าตัวไหนจะเป็น "ดาวรุ่ง" พุ่งแรงแซงทางโค้ง และตัวไหนที่ต้องระวัง "ดอย" ให้ดีๆ เตรียมสมุดปากกามาจดด่วนครับงานนี้!

 

---

 

## 1. เปิดม่านปี 2564: เมื่อขยะกลายเป็นทองคำท่ามกลางพายุ

ก่อนจะไปดูปีหน้า เรามาดูบรรยากาศส่งท้ายปี 2564 กันก่อนครับ ตอนนี้โลกกำลังตกอยู่ในสภาวะ "ของขาด" (Supply Shortage) แบบสุดๆ พี่จีนก็เริ่มกลับมาผลิต พี่กัน (อเมริกา) ก็เริ่มขยับตัว แต่ปัญหาคือ "เรือไม่มี ตู้ไม่มี!" แถมราคาน้ำมันโลกก็พุ่งไปแตะระดับที่ทำเอาค่าขนส่งหน้ามืด

 

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาของเก่าบ้านเราครับ เพราะเมื่อวัตถุดิบใหม่ (Virgin material) มันหายากและแพง โรงงานอุตสาหกรรมเลยหันมาง้อ "เศษวัสดุรีไซเคิล" ของพวกเราแทน ราคาของเก่าปลายปี 64 เลยดีดตัวสูงขึ้นจนน่าตกใจ แต่มันคือ "โอกาส" หรือ "กับดัก" กันแน่? มาไล่ดูกันทีละตัวเลยครับ

 

---

 

## 2. ทองแดง (Copper): ราชาสีแดงที่กำลังทำให้คนใจสั่น

ถ้าจะพูดถึงพระเอกตลอดกาลของวงการ คงหนีไม่พ้น "ทองแดง" ครับ ปกติราคาปอกสวยๆ อยู่ที่ 200-220 บาท เราก็ยิ้มแก้มปริแล้วใช่ไหมครับ? แต่ช่วงปลายปี 64 นี้เป็นไงล่ะ... **ดีดไปถึง 300 บาท (สำหรับทองแดงปอก) และ 270 บาท (สำหรับทองแดงเล็ก/ช็อต)** 5555!

 

**ทำไมมันถึงแพงขนาดนี้?**

นอกจากเรื่องค่าขนส่งแล้ว โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค "พลังงานสะอาด" และ "รถยนต์ไฟฟ้า (EV)" ซึ่งใช้ทองแดงมากกว่ารถน้ำมันปกติหลายเท่าครับ ดีมานด์มันมหาศาลมากจริงๆ

 

**คำเตือนจากพี่:** 

ราคา 300 บาทเนี่ย มันคือระดับ "High Risk" นะครับ ใครที่คิดจะ "ตุน" หรือทำตัวเป็นเจ้าพ่อสต็อกทองแดงในช่วงต้นปี 2565 ผมขอเตือนให้ระวัง "Stock Risk" ให้จงหนัก ถ้าวันดีคืนดีตลาดโลกปรับฐาน หรือโรงหลอมหยุดรับของ ราคามันสามารถดิ่งลงมาเหลือ 250 ได้ในพริบตาเดียว ใครซื้อมา 290 แล้วขายไม่ทัน งานนี้มีน้ำตาเช็ดหัวเข่าแน่นอนครับ "อย่าเล่นกับไฟ(ทองแดง) ถ้าใจไม่นิ่งพอ!"

 

---

 

## 3. ทองเหลืองและสแตนเลส (Brass & Stainless): คู่หูดูโอ้จอมสวิง

มาดูคู่รองอย่างทองเหลืองกับสแตนเลสกันบ้างครับ ปลายปีนี้ราคาทองเหลืองขยับไปแตะ 190 บาท ส่วนสแตนเลส (เกรด 304) ก็พุ่งไปถึง 65 บาท ซึ่งถือว่า "สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต" แบบคนละเรื่องเลยครับ

 

**กลยุทธ์ที่แนะนำ:** 

ทองเหลืองและสแตนเลสในปี 2565 ผมแนะนำให้ใช้สูตร **"ซื้อมา ขายไป ไวปานวอก"** ครับ อย่าแช่ไว้นานเด็ดขาด แม้เทรนด์จะดูดี แต่สองตัวนี้มีความอ่อนไหวต่อราคาตลาดโลกสูงมาก ถ้าคุณเก็บไว้เป็นเดือนๆ เพื่อหวังกำไรอีกโลละ 5 บาท คุณอาจจะเสียโอกาสในการหมุนเงินไปทำอย่างอื่นที่คุ้มกว่า เน้นรอบเร็ว กินกำไรส่วนต่างนิ่งๆ ชัวร์กว่าเยอะครับพี่น้อง!

 

---

 

## 4. เศษเหล็ก (Scrap Iron): ยักษ์ใหญ่ที่ตื่นจากการหลับใหล

โอ้โห... เหล็กนี่คือมหากาพย์ของปีนี้เลยครับ จากเดิมที่เคยนอนอืดอยู่โลละ 8-10 บาท (บางช่วงเหลือ 5-6 บาทด้วยซ้ำ) ใครจะเชื่อว่าปลายปี 64 มันจะวิ่งมาแตะ **15 บาท!** ได้

 

**วิเคราะห์เจาะลึก:**

ที่เป็นแบบนี้เพราะทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วง "Reconstruction" หรือการฟื้นฟูหลังโควิดครับ ทุกประเทศต้องการสร้างตึก สร้างสะพาน สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ บวกกับนโยบายของจีนที่เริ่มคุมเข้มการผลิตเหล็กที่สร้างมลพิษ ทำให้ราคาเหล็กในตลาดโลกพุ่งไม่หยุด

 

ในปี 2565 เหล็กจะยังเป็นรายได้หลักของร้านของเก่าส่วนใหญ่ เพราะปริมาณ (Volume) มันเยอะ แต่ต้องติดตามข่าวเรื่อง "มาตรการกำแพงภาษี" ของจีนและสหรัฐฯ ให้ดี เพราะนั่นคือตัวเปลี่ยนเกมของราคาเหล็กเลยล่ะครับ

 

---

 

## 5. พระเอกตัวจริงปี 2565: กระดาษลัง/กระดาษขาวดำ (The Real Winner)

เอาล่ะครับ มาถึงไฮไลท์ที่ผมอยากจะบอกทุกคน "ตัวเต็ง" ที่น่าเล่นที่สุดในปี 2565 ไม่ใช่ทองแดงที่แพงหูฉี่ แต่คือ **"กระดาษ"** ครับ! 

 

**ทำไมกระดาษถึงเป็น "The Winner"?**

ลองดูสิครับ ปัจจุบันราคากระดาษลังอยู่ที่ประมาณ 4.7 บาท (เคยพุ่งไปถึง 7 บาท และค่าเฉลี่ยปกติคือ 5-6 บาท) ฟังดูอาจจะไม่ตื่นเต้นเท่าทองแดง 300 บาทใช่ไหมครับ? แต่ลองมาดู **"ส่วนต่างกำไร" (Profit Gap)** สิครับ!

 

1. **E-commerce Boom:** ทุกคนสั่งของออนไลน์ กล่องลูกฟูกจึงล้นเมือง ความต้องการใช้กระดาษรีไซเคิลทำกล่องใหม่มีสูงมาก

2. **ต้นทุนต่ำ-วอลลุ่มเยอะ:** คุณใช้เงิน 10,000 บาท ซื้อทองแดงได้ไม่กี่กิโล แต่ซื้อกระดาษได้เป็นตัน! 

3. **ความเสี่ยงต่ำกว่า:** ราคากระดาษไม่สวิงวันละ 20-30 บาทเหมือนโลหะ มันค่อยๆ ขยับ ทำให้เราบริหารจัดการความเสี่ยงได้ง่ายกว่า 

 

ในปี 2565 ใครที่จับจุดการรวบรวมกระดาษลังจากห้างร้าน หรือโรงงานได้นิ่งๆ คุณจะมี "Passive Income" จากขยะที่มั่นคงมากครับ ส่วนต่างกิโลละ 1-1.5 บาท เมื่อคูณด้วยจำนวนหลายๆ ตันต่อวัน... หึๆ กำไรเน้นๆ ครับผม!

 

---

 

## 6. กลยุทธ์การบริหารเงินสด (Cash Flow) สำหรับปี 2565

ในปีที่ราคาของเก่า "แพงทั้งกระดาน" แบบนี้ ปัญหาใหญ่ที่สุดของร้านของเก่าไม่ใช่ไม่มีของซื้อครับ แต่คือ **"เงินสดไม่พอซื้อ!"** (Cash Crunch)

 

สมมติปกติเคยใช้เงิน 1 ล้านบาทหมุนเวียนได้ของเต็มโกดัง พอราคาขึ้นมาเท่าตัว เงิน 1 ล้านเท่าเดิมอาจซื้อของได้แค่ครึ่งโกดัง ดังนั้น กลยุทธ์ที่คุณต้องใช้ในปี 2565 คือ:

 

*   **เน้นกระแสเงินสด (Cash is King):** อย่าเอาเงินไปจมกับการสต็อกของเพื่อรอเก็งกำไร เพราะปี 2565 ความผันผวนจะสูงมาก การขายออกให้เร็วที่สุดเพื่อให้เงินกลับมาหมุนใหม่คือหัวใจสำคัญ

*   **คัดเกรดให้ขาด:** เมื่อของแพง โรงหลอมจะ "เคี่ยว" เรื่องความสะอาดมากขึ้น ถ้าคุณคัดเกรดไม่ดี โดนหักน้ำหนักหรือโดนตีคืนคราวนี้เจ็บตัวหนักกว่าเดิมแน่นอนครับ

*   **รักษาความสัมพันธ์:** ในภาวะที่ของหายาก การมี "ขาประจำ" หรือ "ซัพพลายเออร์" ที่ซื่อสัตย์ต่อกันสำคัญกว่าราคาครับ อย่ามัวแต่ตัดราคากันจนอยู่ไม่ได้

 

---

 

## 7. ข้อควรระวัง: อย่าให้กำไรกลายเป็นเถ้าถ่าน!

ข้อสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้ด้วยความรักและเป็นห่วงพี่น้องทุกคน โดยเฉพาะคนที่เน้นเก็บ "กระดาษ" ซึ่งเป็นพระเอกของเราในปีหน้า

 

**"อัคคีภัย" คือศัตรูหมายเลขหนึ่งครับ!** 

กระดาษลังในโกดังช่วงหน้าแล้ง (ต้นปี 2565) มันคือเชื้อเพลิงชั้นดี ยิ่งถ้าใครเก็บกระดาษไว้เยอะๆ เพื่อรอจังหวะราคาดีๆ แล้วไม่มีระบบป้องกันไฟที่ดีพอ หรือปล่อยให้คนงานสูบบุหรี่ในเขตโกดัง... ผมบอกเลยว่า "บรรลัย" ครับ 5555 (หัวเราะทั้งน้ำตา) 

 

ตรวจสอบระบบสายไฟในร้าน อย่าให้มีจุดเสี่ยง และขอความกรุณาจัดระเบียบโกดังให้มีทางเข้าออกชัดเจน เผื่อกรณีฉุกเฉินจะได้แก้ไขทัน อย่าปล่อยให้ความรวยหายไปกับกองไฟนะครับ

 

---

 

## บทสรุป: ปี 2565 ปีแห่งการ "ตื่นตัว"

สรุปภาพรวมนะครับ ปี 2565 ตลาดของเก่าบ้านเราจะยังคงคึกคักต่อเนื่องจากแรงส่งของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว **ทองแดง** ยังคงเป็นราชาที่น่าเกรงขามแต่ต้องระวังดอย **เหล็ก** คือกระดูกสันหลังที่มั่นคง แต่ **กระดาษ** คือขุมทรัพย์ที่ทำกำไรได้สม่ำเสมอที่สุด

 

การทำอาชีพของเก่าไม่ใช่แค่เรื่องของการ "ชั่งกิโลขาย" อีกต่อไปแล้วครับ แต่มันคือเรื่องของการวิเคราะห์เศรษฐกิจ การบริหารความเสี่ยง และการมีวินัยทางการเงิน ใครที่ปรับตัวได้ไว ติดตามข่าวสารสม่ำเสมอ (และอ่านบทความของผมบ่อยๆ 555) ผมเชื่อมั่นว่าปี 2565 จะเป็นปี "ทอง" ของพวกเราทุกคนแน่นอน!

 

ขอให้เฮงๆ ปังๆ มีของเข้าร้านไม่ขาดสาย เงินทองไหลมาเทมาเหมือนน้ำป่าไหลหลากนะครับพี่น้อง! แล้วเจอกันที่โกดังครับ!

 

**ด้วยความเคารพในหยาดเหงื่อของคนรีไซเคิลทุกท่าน**

 




ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-10 11:19:05




ราคาของเก่า ราคาเหล็ก ราคาทองแดงปรับขึ้น ธุรกิจร้านรับซื้อของเก่าตัวไหนได้ประโยชน์ ได้รับผลพลอยได้นี้

ราคาของเก่า ราคาเหล็ก ราคาทองแดงปรับขึ้น ธุรกิจร้านรับซื้อของเก่าตัวไหนได้ประโยชน์ ได้รับผลพลอยได้นี้


ราคาของเก่า ราคาเหล็ก ราคาทองแดงปรับขึ้น ธุรกิจร้านรับซื้อของเก่าตัวไหนได้ประโยชน์ ได้รับผลพลอยได้นี้

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

 

 

# "ทองคำในกองขยะ" : เจาะลึกวิกฤตราคาของเก่าที่พุ่งสูงที่สุดในรอบ 10 ปี ใครคือผู้ชนะตัวจริง?

 

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หากคุณได้มีโอกาสเดินผ่านร้านรับซื้อของเก่าหรือโรงหล่อเหล็ก คุณอาจจะสังเกตเห็นความคึกคักที่ผิดปกติ ท่ามกลางบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดูจะซบเซาจากพิษบาดแผลของโรคระบาดใหญ่ แต่ในโลกของ "เศษเหล็ก" และ "โลหะมีค่า" กลับกลายเป็น "ปีทอง" ที่ราคาพุ่งสูงขึ้นแบบไม่เกรงใจใคร หลายรายการปรับตัวขึ้นมากกว่า 50% จนกลายเป็นราคาสูงสุดในรอบทศวรรษ!

 

คำถามที่ทุกคนสงสัยคือ... มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมของที่คนทิ้งถึงแพงกว่าของใหม่ในบางช่วงเวลา? และที่สำคัญที่สุด ใครคือคนที่โกยกำไรเข้ากระเป๋าจากสถานการณ์นี้?

 

### ย้อนรอยราคา 10 ปี: บรรทัดฐานที่เคยเป็นมา

 

เพื่อให้เห็นภาพความผิดปกติ เราต้องย้อนกลับไปดูราคาอ้างอิงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น "ราคาฐาน" ที่วงการของเก่าคุ้นเคยกันดี:

 

1. **ทองแดงปอก:** ราคาวิ่งอยู่ในช่วง 180-200 บาท/กก. หากช่วงไหนความต้องการสูงหน่อยก็จะขยับไปที่ 210-220 บาท/กก.

2. **เศษเหล็ก:** หัวใจหลักของวงการ ราคามาตรฐานอยู่ที่ 8-10 บาท/กก. ช่วงพีกสุดๆ ก็เพียง 10.5-12 บาท/กก.

3. **อลูมิเนียม:** ทรงตัวอยู่ที่ 38-40 บาท/กก. สูงสุดไม่เกิน 43 บาท/กก.

4. **สแตนเลส:** ไล่เลี่ยกับอลูมิเนียมที่ 38-40 บาท/กก. และพีกที่ 43 บาท/กก.

 

ราคาเหล่านี้คือ "ความปกติ" ที่อยู่คู่กับเรามานับทศวรรษ จนกระทั่งโลกเข้าสู่ยุค New Normal ราคาเหล่านี้ก็ถูกทำลายสถิติลงอย่างราบคาบ

 

### ไขปริศนา: ทำไมราคาถึงพุ่งทะยานสวนทางเศรษฐกิจ?

 

หลายคนอาจจะแปลกใจว่า ทั้งๆ ที่โรงงานหลายแห่งปิดตัวลง กิจการหลายอย่างหยุดชะงัก แต่ทำไมราคาโลหะถึงแพงขึ้น? จากการสอบถามข้อมูลเชิงลึกจากผู้คลุกคลีในวงการ 2 ท่าน ทั้งฝั่งส่งออกและนำเข้า เราได้คำตอบที่น่าสนใจมาก:

 

**มุมมองที่ 1: จากนักส่งออกเหล็กไปอินเดีย**

ท่านได้อธิบายว่า จริงๆ แล้ว "ราคาเศษเหล็กต้นทาง" ไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างที่คิด แต่ตัวแปรสำคัญคือ "ค่าขนส่ง" (Freight Cost) ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 50% เนื่องจากการระบาดของโรคทำให้การเดินเรือไม่สะดวก ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน และมาตรการกักตัวต่างๆ ทำให้ต้นทุนแฝงในการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบสูงขึ้นมหาศาล

 

**มุมมองที่ 2: จากผู้บริหารนำเข้าเศษเหล็ก**

ผู้นำเข้าเหล็กเพื่อมาผลิตชิ้นงานในไทยยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า "กระบวนการขนส่ง" คือตัวการหลัก ความล่าช้าสะสมทำให้เกิดสภาวะ Supply Chain Disruption หรือห่วงโซ่อุปทานขาดตอน เมื่อของขาดตลาดแต่ความต้องการใช้ยังคงมีอยู่ (หรือความต้องการสะสม) จึงทำให้ราคาขายปลายทางต้องปรับขึ้นตามต้นทุนโลจิสติกส์ที่แบกรับไม่ไหว

 

### ใครคือ "เสือนอนกิน"? ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง

 

หากมองผิวเผิน เราอาจจะคิดว่าร้านรับซื้อของเก่าทั่วไปได้กำไร แต่ความจริงแล้ว ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์แบบ "ส้มหล่น" ก้อนโตที่สุดคือ **"ร้านขายเหล็กมือสอง"** หรือร้านเหล็กเก่าที่เน้นขายเหล็กรูปพรรณใช้งาน

 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ลองมาดูตัวเลขกำไรที่น่าตกใจนี้กันครับ:

 

โมเดลธุรกิจของร้านเหล็กมือสองคือการกว้านซื้อเหล็กสภาพดีมาเก็บไว้จำนวนมาก (Stock) เพื่อรอขายให้ลูกค้าที่ต้องการนำไปใช้งานโครงสร้างทั่วไป 

 

- **ในอดีต:** พวกเขาซื้อเหล็กเข้าในราคา 13-15 บาท/กก. และขายออกที่ 18 บาท/กก. กำไรส่วนต่างอยู่ที่ประมาณ 3-5 บาท/กก.

- **ในปัจจุบัน:** เมื่อราคาเศษเหล็กพุ่งไปที่ 15-16 บาท/กก. ราคา "เหล็กใช้งาน" ที่พวกเขารับซื้อจึงขยับไปที่ 18-20 บาท/กก. และราคาขายหน้าร้านพุ่งกระฉูดไปถึง 23-25 บาท/กก.!

 

**ลองนึกภาพตามนะครับ:** หากร้านนี้มี "สต็อกเก่า" ที่เคยซื้อมาตั้งแต่ตอนราคา 13-15 บาท/กก. แต่พอราคาตลาดขยับ พวกเขาสามารถขายออกได้ในราคา 23-25 บาท/กก. ทันที! 

นั่นหมายความว่าเขามีกำไรส่วนต่างถึง **10 บาทต่อกิโลกรัม** จากเดิมที่ได้เพียง 3-5 บาท นี่คือการเพิ่มขึ้นของกำไรมากกว่า 100% จึงไม่แปลกที่จะเรียกช่วงนี้ว่าเป็น "ปีทอง" ของธุรกิจเหล็กมือสองอย่างแท้จริง

 

### คำเตือนสำหรับนักลงทุนมือใหม่: อย่าเพิ่งกระโดดลงไป!

 

เมื่อเห็นกำไรเป็นกอบเป็นกำแบบนี้ หลายคนอาจจะเริ่มมองหาลู่ทางเปิดร้านขายเหล็กมือสองบ้าง แต่ในมุมมองส่วนตัวของผม... **"ตอนนี้ยังไม่ใช่นาทีทองที่จะเริ่มลงทุนใหม่"** เพราะเหตุผล 3 ประการ:

 

1. **ต้นทุนการเข้าซื้อสูงเกินไป:** หากคุณเริ่มวันนี้ คุณต้องซื้อเหล็กเข้าสต็อกในราคาพีก (18-20 บาท/กก.) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากหากราคาตลาดปรับตัวลง

2. **กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง:** เมื่อเหล็กแพง ลูกค้าที่เคยซื้อไปสร้างโรงรถหรือต่อเติมบ้านก็เริ่ม "ถอย" เพราะสู้ราคาไม่ไหว ทำให้ยอดขายอาจจะไม่ได้หวือหวาอย่างที่คิด

3. **ความเชื่อเรื่องวัฏจักรราคา:** ผมเชื่อมั่นว่าราคาที่สูงลิ่วนี้เป็นเพียง "ราคาชั่วคราว" ที่เกิดจากความผิดปกติของระบบขนส่ง เมื่อสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลาย การขนส่งกลับมาเป็นปกติ ราคาเหล็กจะปรับตัวลดลงสู่จุดสมดุลเดิม เพราะหากราคาค้างอยู่แบบนี้ตลอดไป ผู้ประกอบการก่อสร้างและโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะอยู่ไม่ได้ และระบบเศรษฐกิจจะพังทลายลงในที่สุด

 

### บทสรุป

 

วิกฤตราคาสินค้าของเก่าในรอบ 10 ปีนี้ สอนให้เราเห็นความสำคัญของ "การบริหารสต็อก" และ "จังหวะเวลา" ใครที่มีของอยู่ในมือในช่วงราคาพุ่งคือผู้ชนะ แต่ใครที่เพิ่งจะวิ่งตามกระแสในตอนที่ราคาสูงสุดอาจกลายเป็นผู้แพ้ที่ติดดอยเหล็กได้

 

ในโลกของขยะ... บางครั้งมันก็ไม่ใช่แค่เศษเหล็ก แต่มันคือโอกาสที่มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต้องอ่านให้ออก!

 




ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-10 10:48:57




สมรภูมิเหล็ก: ลมหายใจมังกรกับบทเรียน 2 แสนบาทของคนรับซื้อของเก่า

 สมรภูมิเหล็ก: ลมหายใจมังกรกับบทเรียน 2 แสนบาทของคนรับซื้อของเก่า


สมรภูมิเหล็ก: ลมหายใจมังกรกับบทเรียน 2 แสนบาทของคนรับซื้อของเก่า

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

 

 สมรภูมิเหล็ก: ลมหายใจมังกรกับบทเรียน 2 แสนบาทของคนรับซื้อของเก่า

 

ในโลกของธุรกิจรีไซเคิลและร้านรับซื้อของเก่าที่คนภายนอกอาจมองว่าเป็นเพียงการจัดการขยะ แต่สำหรับคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการมานานกว่า 14 ปีอย่างผม เรารู้ดีว่านี่คือสมรภูมิที่มีการเดิมพันสูงไม่ต่างจากตลาดหุ้น "เศษเหล็ก" เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉลี่ยแล้วรายได้กว่าร้อยละ 90 ของร้านรับซื้อของเก่าทั่วประเทศมาจากการเทรดเศษเหล็ก ส่วนที่เหลืออีกเพียง 10% คือกระดาษ ขวด พลาสติก และโลหะมีค่าอื่นๆ เช่น อลูมิเนียม ทองแดง หรือสแตนเลส ซึ่งถือเป็นเพียงส่วนประกอบย่อยในการขับเคลื่อนธุรกิจ

 

ตัวแปรที่สำคัญที่สุดที่กำหนดทิศทางลมของธุรกิจนี้คือ "เตาหลอมเหล็ก" หากเปรียบร้านรับซื้อของเก่าเป็นเรือ เตาหลอมก็คือระดับน้ำทะเลที่ขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจโลกและนโยบายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่ประเทศไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของ "เตาหลอมสัญชาติจีน" ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตอย่างหนาตา การเข้ามาของมังกรจีนนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการค้าเศษเหล็กไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของโอกาสที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงที่ทวีความรุนแรง

 

จากประสบการณ์ตรงตลอดทศวรรษครึ่ง ผมกล้าพูดได้เลยว่าการทำเศษเหล็กในปัจจุบัน "ยากกว่าเดิมมาก" ปัจจัยหลักคือราคาสวิงและผันผวนอย่างรุนแรงจนบางครั้งการคำนวณหน้ากระดาษกับความจริงที่เกิดขึ้นในหน้างานกลายเป็นคนละเรื่องกันเลยทีเดียว คู่แข่งทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้นบีบให้กำไรต่อหน่วย (Margin) แคบลงเรื่อยๆ การเสนอราคาให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในยุคนี้จึงเป็นศาสตร์ที่ต้องใช้ทั้งข้อมูล ความรอบคอบ และสัญชาตญาณ

 

บทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นกับผมเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้องเสียเงินฟรีๆ ไปถึงสองแสนบาท ซึ่งเป็นการขาดทุนในแบบที่ "ไม่น่าจะเป็นไปได้แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว" เรื่องมีอยู่ว่า ในช่วงนั้นราคาเศษเหล็กส่งเตาหลอมทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 14.5 บาทต่อกิโลกรัม ผมได้รับโอกาสเข้าประมูลเศษเหล็กเครื่องจักรเก่าจากโรงงานอุตสาหกรรมเจ้าประจำ น้ำหนักรวมทั้งหมดประมาณ 50 ตัน หรือ 50,000 กิโลกรัม

 

ด้วยความเชื่อมั่นในประสบการณ์ ผมเสนอราคาซื้อไปที่ 13 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อบวกค่าขนส่ง ค่าแรงตัดแยก และค่าดำเนินการต่างๆ แล้ว ผมคำนวณว่ายังมีกำไรที่สมเหตุสมผล แต่จุดผิดพลาดที่กลายเป็นหลุมพรางคือ "การรอคอย" ผมยื่นเสนอราคาไปและต้องรอการอนุมัติจากบอร์ดบริหารของโรงงานนั้น ซึ่งใช้เวลาพิจารณาถึง 1 เดือนเต็มๆ ตลอดเดือนนั้นลูกน้องผมมีงานทำ ผมดีใจที่ได้งานใหญ่ แต่โชคร้ายที่ราคาเหล็กโลกเริ่มดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง ราคาปรับลงครั้งละ 30-40 สตางค์ ปรับกันถี่จนใจสั่น

 

พอถึงวันที่ได้รับอนุมัติให้เข้าขนย้าย ราคาหน้าเตาปรับลงมาเหลือเพียง 13.2 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ผมยังคง "ใจดีสู้เสือ" คิดว่าราคาอาจจะเด้งกลับขึ้นมาในเร็ววัน จึงรีบส่งทีมเข้าไปขนเครื่องจักรออกมา งานนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีน้ำมันหล่อลื่นอยู่ภายในมหาศาลทำให้การตัดเป็นไปด้วยความยากลำบาก ใครที่เคยตัดเหล็กประเภทนี้จะเข้าใจดีว่ามันคือการ "ตัดไปดับไฟไป" เพราะเปลวไฟจากแก๊สจะทำให้น้ำมันติดไฟตลอดเวลา งานที่ควรจะเสร็จไวกลับลากยาวไปรวม 2 เดือนนับจากวันเสนอราคา

 

ขณะที่การตัดแยกกำลังดำเนินไป ราคาก็ยังคงไหลลงอย่างไม่หยุดยั้งจนมาแตะที่ 11.4 บาทต่อกิโลกรัม ณ จุดนั้น ผมทำงานด้วยความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ เพราะรู้ดีว่าทุกกิโลกรัมที่ตัดออกมาคือการขาดทุน สรุปแล้วผมต้องเก็บเหล็กชุดนี้ไว้ในโกดังอีกกว่า 4 เดือนเพื่อรอราคาขยับขึ้นบ้าง แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลาต้องขายออกไป ราคาก็ยังไม่กลับไปจุดเดิม เมื่อหักลบกลบหนี้กับค่าแรงและค่าดำเนินการทั้งหมด ผมขาดทุนไปถึงสองแสนบาท บทเรียนนี้สอนผมว่า "การไม่กำหนดระยะเวลาการยืนราคาให้ชัดเจน" คือความประมาทที่ร้ายแรงที่สุดในธุรกิจนี้

 

เมื่อมองลึกไปถึงอิทธิพลของเตาหลอมจีนในไทย เราจะพบทั้ง "ข้อดี" และ "ข้อเสีย" ที่ชัดเจน

ข้อดีคือ: เรามีตัวเลือกในการส่งเศษเหล็กมากขึ้น การแข่งขันระหว่างเตาทำให้บางช่วงเวลาเราได้ราคารับซื้อที่ดีขึ้น และความสะดวกในการจัดส่งที่รวดเร็วเนื่องจากเตาเหล่านี้กระจายตัวอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมสำคัญๆ

ข้อเสียคือ: ความผันผวนของนโยบายการรับซื้อจากกลุ่มทุนจีน ในจังหวะที่เขาไม่ต้องการของ เขาพร้อมจะ "ทิ้งลูกค้า" ทันทีโดยการปรับราคาลงแบบดิ่งเหวเพื่อกันไม่ให้ของเข้า หรือบางครั้งก็หยุดรับซื้อกะทันหัน ทำให้ร้านรับซื้อของเก่าที่สต็อกของไว้ระบายของไม่ทันและต้องเผชิญกับสภาวะขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สรุปแล้ว การอยู่ในวงการนี้ในยุคปัจจุบันต้องไม่ใช่แค่ "คนซื้อของเก่า" แต่ต้องเป็น "นักวิเคราะห์ตลาด" การระบุเงื่อนไขการยืนราคาที่ชัดเจน (เช่น ยืนราคา 3-5 วัน) การประเมินความซับซ้อนของหน้างาน และการติดตามข่าวสารจากเตาหลอมจีนอย่างใกล้ชิด คือคาถาสำคัญที่จะช่วยให้ร้านรับซื้อของเก่าอยู่รอดได้ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยความผันผวนนี้ อย่าให้ความประมาทเพียงเล็กน้อยเปลี่ยนกำไรที่ควรได้ให้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงเหมือนที่ผมเคยเจอมาแล้วในปี 2566

​                                                                                
                                                              






ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-10 10:42:54




** การยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการเศษเหล็ก: จากร้านรับซื้อของเก่าสู่เกณฑ์อุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (DPIM) เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า

** การยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการเศษเหล็ก: จากร้านรับซื้อของเก่าสู่เกณฑ์อุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (DPIM) เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า


** การยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการเศษเหล็ก: จากร้านรับซื้อของเก่าสู่เกณฑ์อุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (DPIM) เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

 

** การยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการเศษเหล็ก: จากร้านรับซื้อของเก่าสู่เกณฑ์อุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (DPIM) เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า

 
---
 

**1. บทนำ (Introduction)**

 

ในศตวรรษที่ 21 อุตสาหกรรมเหล็กกล้าโลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบใช้แล้วทิ้ง (Linear Economy) สู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเต็มรูปแบบ ในบริบทนี้ "เศษเหล็ก" (Ferrous Scrap) ไม่ได้เป็นเพียงขยะหรือวัสดุเหลือใช้ แต่ได้กลายสภาพเป็น "ทรัพยากรหมุนเวียนเชิงกลยุทธ์" (Strategic Renewable Resource) ที่สำคัญที่สุดของโลก การผลิตเหล็กจากเศษเหล็กผ่านเตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) กำลังเข้ามาแทนที่การถลุงแร่เหล็กด้วยเตาบลาสเฟอร์เนซ (Blast Furnace) เนื่องด้วยข้อได้เปรียบด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

 

ข้อมูลทางสถิติระบุว่า การใช้เศษเหล็กในการผลิตเหล็กใหม่สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึงร้อยละ 75 และลดการใช้วัตถุดิบธรรมชาติได้ถึงร้อยละ 90 เมื่อเทียบกับการผลิตจากแร่เหล็กบริสุทธิ์ ที่สำคัญที่สุดในยุคของการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) การรีไซเคิลเศษเหล็กช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ($CO_2$) ได้มหาศาล ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Decarbonization ของอุตสาหกรรมหนัก อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของการนำเศษเหล็กกลับมาใช้ใหม่นั้น ขึ้นอยู่กับ "คุณภาพ" และ "การจัดการ" ตั้งแต่ต้นน้ำเป็นสำคัญ

 

---

 

**2. การวิเคราะห์เปรียบเทียบโครงสร้างการจำแนกประเภท: วิถีชาวบ้านสู่วิศวกรรมโลหะการ**

 

ปัญหาเรื้อรังของห่วงโซ่อุปทานเศษเหล็กในประเทศไทย คือช่องว่างระหว่างมาตรฐานการปฏิบัติงานของร้านรับซื้อของเก่ารายย่อย (Traditional Scrapyards) กับความต้องการเชิงเทคนิคของโรงหลอมเหล็ก (Steel Mills)

 

*   **วิถีชาวบ้าน/ร้านรับซื้อของเก่า:** มักจำแนกเศษเหล็กด้วยเกณฑ์ทางกายภาพอย่างหยาบ เช่น "เหล็กหนา" "เหล็กบาง" หรือ "กระป๋อง" โดยเน้นที่ความสะดวกในการชั่งน้ำหนักและการขนส่งเป็นหลัก ข้อจำกัดสำคัญของระบบนี้คือการขาดการตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมี (Chemical Composition) และสิ่งเจือปน (Impurities) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ "Yield" (ผลผลิตน้ำเหล็กสุทธิ) ตัวอย่างเช่น การเหมาเหล็กบางที่มีสนิมเขรอะรวมกับเหล็กสะอาด จะทำให้โรงหลอมประเมินค่าความสูญเสียในการหลอมผิดพลาด และส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน

*   **มาตรฐานอุตสาหกรรม (อ้างอิง DPIM):** กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (DPIM) ได้กำหนดมาตรฐานเพื่อให้เกิดภาษาเดียวกันในการซื้อขาย โดยมีวัตถุประสงค์เชิงวิศวกรรมที่ชัดเจน คือ การควบคุมต้นทุนการผลิต (Cost Control) และคุณภาพผลิตภัณฑ์ (Product Quality) การจำแนกตามมาตรฐานนี้จะพิจารณาถึง ความหนาแน่น (Density), ขนาดชิ้นงาน (Dimension), และที่สำคัญที่สุดคือ ธาตุเจือปน (Residual Elements) เพื่อให้เตาหลอมสามารถคำนวณส่วนผสมทางเคมี (Charge Calculation) ได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าต่อตันเหล็ก

 

---

 

**3. รายละเอียดเชิงลึกของเศษเหล็ก 10 ประเภทหลักตามเกณฑ์มาตรฐาน**

 

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง จำเป็นต้องจำแนกและวิเคราะห์เศษเหล็กทั้ง 10 ประเภทหลักอย่างละเอียด ดังนี้:

 

**3.1 เศษเหล็กหนาพิเศษ (Extra Heavy Scrap)**

*   **ลักษณะ:** เป็นเศษเหล็กที่มีความหนามาก โดยทั่วไปเกิน 10 มิลลิเมตรขึ้นไป มีความหนาแน่นสูง เช่น คานเหล็กรูปพรรณขนาดใหญ่ (H-Beam, I-Beam), รางรถไฟ, โครงสร้างอาคารขนาดใหญ่ หรือชิ้นส่วนเครื่องจักรหนัก

*   **ผลกระทบ:** เนื่องจากมีมวลความหนาแน่นสูง (High Bulk Density) จึงมักถูกใช้เป็นฐานของตะกร้าใส่เศษเหล็ก (Charge Bucket) เพื่อรองรับแรงกระแทกและปกป้องอิฐทนไฟบริเวณก้นเตาหลอม ให้ผลผลิตน้ำเหล็ก (Yield) สูงที่สุดเนื่องจากพื้นที่ผิวสัมผัสอากาศน้อย ลดการเกิดออกไซด์

 

**3.2 เศษเหล็กหนา (Heavy Melting Scrap - HMS)**

*   **ลักษณะ:** เศษเหล็กที่มีความหนามากกว่า 6 มิลลิเมตร แต่ไม่ใหญ่เท่าประเภทหนาพิเศษ ตัวอย่างเช่น ท่อเหล็กหนา, เหล็กแผ่นหนา, ชิ้นส่วนยานยนต์ช่วงล่าง

*   **ผลกระทบ:** เป็นวัตถุดิบหลัก (Base Grade) ของโรงงานเหล็ก ให้ความเสถียรในการหลอม ละลายได้สม่ำเสมอ เป็นตัวกำหนดราคาตลาดกลางของเศษเหล็ก

 

**3.3 เศษเหล็กบาง (Light Scrap)**

*   **ลักษณะ:** เศษเหล็กที่มีความหนาน้อยกว่า 3-4 มิลลิเมตร เช่น เหล็กแผ่นสังกะสีมุงหลังคา, ตัวถังรถยนต์ที่ยังไม่ผ่านการบด, เฟอร์นิเจอร์เหล็ก

*   **ผลกระทบ:** ปัญหาหลักคือ "พื้นที่ผิวสัมผัสมาก" ทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) กับออกซิเจนในเตาหลอมได้ง่าย เปลี่ยนเนื้อเหล็กให้กลายเป็นขี้ตะกรัน (Slag) แทนที่จะเป็นน้ำเหล็ก ส่งผลให้ Yield ต่ำ และสิ้นเปลืองพลังงานหากใส่มากเกินไป

 

**3.4 เหล็กคละ (Mixed Scrap)**

*   **ลักษณะ:** การปะปนกันของเหล็กหนาและเหล็กบางโดยไม่มีการคัดแยกที่ชัดเจน มักพบได้ทั่วไปในร้านของเก่าขนาดเล็ก

*   **ผลกระทบ:** สร้างความท้าทายในการประเมินมูลค่า (Sorting Economics) โรงหลอมมักจะตีราคาเป็นเกรดต่ำสุดเพื่อป้องกันความเสี่ยง และทำให้การควบคุมอุณหภูมิในเตาหลอมทำได้ยาก (Hot spots/Cold spots)

 

**3.5 เศษเหล็กจากกระบวนการผลิต (Process Scrap / Busheling)**

*   **ลักษณะ:** เศษเหลือจากการตัด ปั๊ม หรือขึ้นรูปในโรงงานอุตสาหกรรม (เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า) เป็นเหล็กใหม่ สะอาด ไม่มีสนิม

*   **ผลกระทบ:** เป็นเกรดพรีเมียมที่มีมูลค่าสูงสุด เนื่องจากมีความบริสุทธิ์ทางเคมีสูง (Low Residuals) ทราบเกรดเหล็กตั้งต้นที่แน่นอน เหมาะสำหรับการผลิตเหล็กเกรดพิเศษที่ต้องการคุณภาพผิวสูง

 

**3.6 เหล็กขยี้ (Shredded Scrap)**

*   **ลักษณะ:** เศษเหล็กที่ผ่านกระบวนการย่อยด้วยเครื่องจักร (Shredder) ให้เป็นชิ้นเล็กขนาดกำปั้น และผ่านการคัดแยกด้วยแม่เหล็กและลม

*   **ผลกระทบ:** ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ช่วยเพิ่มความหนาแน่นรวม (Bulk Density) ทำให้การป้อนวัตถุดิบเข้าเตาทำได้อย่างต่อเนื่อง (Continuous Feeding) และมีการกำจัดสิ่งปนเปื้อนที่ไม่ใช่โลหะ (Non-ferrous) เช่น พลาสติก ทองแดง ออกไปแล้ว ทำให้ได้น้ำเหล็กที่สะอาดขึ้น

 

**3.7 เศษเหล็กหล่อ (Cast Iron Scrap)**

*   **ลักษณะ:** ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ (Engine Blocks), ท่อประปาเก่า, จานเบรก มีลักษณะเปราะ แตกหักง่าย

*   **ผลกระทบ:** มีปริมาณคาร์บอน (C) และซิลิกอน (Si) สูง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานเคมีช่วยเพิ่มอุณหภูมิในเตาหลอม EAF แต่ต้องระวังเรื่องค่าฟอสฟอรัส (P) ที่อาจสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งกำจัดได้ยาก

 

**3.8 เศษเหล็กลูกอัด (Bundled Scrap)**

*   **ลักษณะ:** การนำเศษเหล็กบางหรือเศษเหล็กเส้นมาอัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมด้วยเครื่องไฮดรอลิก

*   **ผลกระทบ:** วัตถุประสงค์หลักคือการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ (Logistics Optimization) ประหยัดพื้นที่จัดเก็บและขนส่ง แต่มีความเสี่ยงที่ผู้ขายอาจซุกซ่อนสิ่งแปลกปลอม (ดิน, หิน, วัตถุอันตราย) ไว้ภายในก้อน ซึ่งตรวจสอบได้ยาก

 

**3.9 เศษขี้กลึง (Turnings and Borings)**

*   **ลักษณะ:** เศษที่เกิดจากการกลึง ไส หรือเจาะโลหะ มีลักษณะเป็นฝอย เป็นขดเล็กๆ

*   **ผลกระทบ:** เป็นประเภทที่มีความท้าทายสูงสุด เนื่องจากมักปนเปื้อนน้ำมันหล่อเย็น (Cutting Oil) ซึ่งทำให้เกิดควันพิษเมื่อหลอม และเสี่ยงต่อการติดไฟระหว่างจัดเก็บ อีกทั้งยังมี Yield ต่ำมากเนื่องจากไหม้ไฟง่าย

 

**3.10 กระป๋อง (Cans / Tin Plate)**

*   **ลักษณะ:** กระป๋องบรรจุอาหารหรือเครื่องดื่มที่ทำจากเหล็กเคลือบดีบุก

*   **ผลกระทบ:** ประเด็นสำคัญคือ "ดีบุก" (Tin) ที่เคลือบผิว หากมีปริมาณมากในน้ำเหล็ก จะทำให้เหล็กเปราะ (Hot Shortness) ไม่สามารถขึ้นรูปได้ จึงจัดเป็นเศษเหล็กเกรดต่ำที่ต้องจำกัดปริมาณการใช้ (Dilution) อย่างเข้มงวด

 

---

 

**4. ปัจจัยทางเทคนิคที่มีผลต่อราคาและการซื้อขาย**

 

ในการยกระดับมาตรฐาน การซื้อขายต้องไม่อิงเพียงน้ำหนัก แต่ต้องคำนึงถึงปัจจัยทางวิศวกรรมโลหะการ ดังนี้:

 

1.  **Bulk Density (ความหนาแน่นรวม):** หมายถึงน้ำหนักของเศษเหล็กต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร ($ton/m^3$) ความหนาแน่นที่เหมาะสมช่วยให้สามารถบรรจุเศษเหล็กในตะกร้า (Bucket) ได้เต็มน้ำหนักตามพิกัดเครน ลดจำนวนรอบในการเติม (Number of Charges) ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลา Tap-to-Tap time และประหยัดไฟฟ้า

2.  **Yield (ผลผลิตน้ำเหล็กสุทธิ):** คืออัตราส่วนของน้ำหนักเหล็กเหลวที่ได้ เทียบกับน้ำหนักเศษเหล็กที่ใส่เข้าไป เศษเหล็กที่มีสนิม ดิน หรือสีปนเปื้อนสูง จะมี Yield ต่ำ ทำให้ต้นทุนการผลิตจริงสูงขึ้น

3.  **Tramp Elements (ธาตุเจือปนที่เป็นอันตราย):** โดยเฉพาะ ทองแดง (Cu), ดีบุก (Sn), และพลวง (Sb) ธาตุเหล่านี้ไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยกระบวนการหลอมปกติ (Oxidation) หากปนเปื้อนจะสะสมอยู่ในเนื้อเหล็กตลอดไป ทำให้คุณสมบัติทางกลเสียไป ดังนั้น เศษเหล็กที่มีโอกาสปนเปื้อนมอเตอร์ไฟฟ้า (มีทองแดง) จึงมักถูกตัดราคา

 

---

 

**5. บทสรุปและข้อเสนอแนะ**

 

การยกระดับการบริหารจัดการเศษเหล็กจากวิถีเดิมสู่เกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรม (DPIM) ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น "ทางรอด" ของอุตสาหกรรมเหล็กไทย ร้านรับซื้อของเก่าจำเป็นต้องปรับบทบาทจากผู้รวบรวม (Collector) เป็นผู้แปรรูปเบื้องต้น (Processor) ที่มีความเข้าใจในคุณสมบัติของเศษเหล็กแต่ละประเภท การคัดแยกที่ต้นทางอย่างถูกต้องจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและลดความสูญเสียในระดับมหภาค

 

ในอนาคตอันใกล้ ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมรับมือนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับกล้องความละเอียดสูง (Computer Vision) ในการจำแนกประเภทเศษเหล็กอัตโนมัติ หรือการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์เพื่อวิเคราะห์ส่วนผสมทางเคมีแบบเรียลไทม์ (Laser-LIBS) การปรับตัวเหล่านี้จะส่งผลให้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมเหล็กของไทยมีประสิทธิภาพสูงสุด แข่งขันได้ในตลาดโลก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

       http://recyclechon.com/pic_keep/36.jpg http://recyclechon.com/pic_keep/37.jpg

 





ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-10 10:18:10