www.recyclechon.com=> หน้าหลัก

   บริษัท รีไซเคิลชล จำกัด

  ผู้เชี่ยวชาญด้านพาเลทไม้มือสอง
  ที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก

  บริษัท รีไซเคิลชล จำกัด ก่อตั้งขึ้นด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออก (EEC) เราเป็นผู้นำด้านการจัดจำหน่ายพาเลทไม้มือสองที่มีคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่สุด รองรับความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า และบริษัทขนส่งทุกรูปแบบ

   จุดเด่นของเราอยู่ที่ "คุณภาพในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้" โดยเราเสนอพาเลทไม้เริ่มต้นเพียง 50-60 บาท ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจได้อย่างมหาศาล สินค้าทุกชิ้นผ่านกระบวนการคัดกรอง ซ่อมแซม และทำความสะอาดโดยทีมงานมืออาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับสินค้าที่แข็งแรง ปลอดภัย และพร้อมใช้งานทันที


  ไม่ว่าจะเป็นพาเลทไม้จากต่างประเทศ พาเลทไม้ยางพาราคัดเกรด หรือพาเลทพลาสติกมือสองสภาพนางฟ้า เรามีสต็อกพร้อมให้บริการมากกว่า 2,000 รายการต่อวัน พร้อมบริการจัดส่งด่วนในพื้นที่ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และจังหวัดใกล้เคียง ให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการประหยัดต้นทุนและร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับคุณ

 














 
 








   ค้นหา

**พาเลทไม้ตัวสุดท้าย: เมื่อความสำเร็จมีราคาที่ต้องจ่ายด้วย...ชีวิต**

**พาเลทไม้ตัวสุดท้าย: เมื่อความสำเร็จมีราคาที่ต้องจ่ายด้วย...ชีวิต**


**พาเลทไม้ตัวสุดท้าย: เมื่อความสำเร็จมีราคาที่ต้องจ่ายด้วย...ชีวิต**

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด


 

**พาเลทไม้ตัวสุดท้าย: เมื่อความสำเร็จมีราคาที่ต้องจ่ายด้วย...ชีวิต**

 

**โดย: กบ**

 

กลิ่นของเนื้อไม้แห้ง ฝุ่นละอองที่ลอยคละคลุ้งต้องแสงแดดยามบ่าย และเสียงเครื่องยนต์ของรถบรรทุกที่คำรามกึกก้อง สิ่งเหล่านี้คือบรรยากาศที่ผมคุ้นเคยมาเกือบทั้งชีวิต ในฐานะผู้ประกอบการค้าของเก่าและพาเลทไม้มือสอง โลกของผมหมุนวนอยู่กับการตีราคา ประเมินสภาพไม้ และการเจรจาต่อรอง ท่ามกลางกองไม้ระเกะระกะที่ดูไร้ค่าสำหรับคนอื่น แต่สำหรับพวกเรา มันคือ "ทองคำ" ที่แปรรูปมาจากทรัพยากรธรรมชาติ

 

ในวงการนี้ เรามักจะรู้จักกันหมด ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แต่มีคนคนหนึ่งที่ผมมักจะนึกถึงเสมอด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความชื่นชม ความห่วงใย และความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เขาเป็นคู่ค้าคนสำคัญ เป็นชายสูงวัยที่ผมเรียกติดปากว่า "ลุง"

 

ลุงเป็นชายวัย 60 กว่า รูปร่างสันทัด  แววตาของแกมุ่งมั่นเสมอ ไม่เหมือนคนวัยเกษียณที่ควรจะนั่งจิบกาแฟเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ลุงไม่ได้อยู่ในวงการค้าไม้ แกเริ่มต้นมาจากอาชีพขายอาหารตามสั่ง พลิกตะหลิวหน้าเตาไฟร้อนๆ เลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัว แต่ด้วยหัวใจของนักสู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา เมื่อแกเห็นช่องทางในธุรกิจพาเลทไม้ แกจึงตัดสินใจกระโดดเข้ามาเต็มตัว

 

จากพ่อค้าขายข้าวแกง สู่นักธุรกิจค้าไม้... มันไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในวัยที่สังขารเริ่มร่วงโรย แต่ลุงทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย

 

ทุกครั้งที่ผมส่งทีมงานเข้าไปรับซื้อพาเลทที่โรงงานของลุง ภาพที่เห็นจนชินตาคือชายสูงวัยที่ไม่อยู่นิ่ง แกจะเดินตรวจงาน สั่งลูกน้อง หรือบางครั้งก็ลงมือแบกไม้ด้วยตัวเอง กิจวัตรของลุงโหดหินจนผมที่อายุน้อยกว่ายังต้องลอบถอนหายใจ

 

ตี 4 ของทุกวัน ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังนอนหลับฝันหวาน ลุงตื่นขึ้นมาเตรียมงาน เตรียมรถ เตรียมคน

 

ช่วงสาย แดดเริ่มแรง ลุงจะนำทีมเข้าโรงงานอุตสาหกรรม เก็บพาเลท คัดแยก ขนย้าย ท่ามกลางความร้อนระอุและฝุ่นผง

 

กว่าจะได้กลับเข้าบ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิท นาฬิกาบอกเวลาสองทุ่ม...

 

เป็นแบบนี้วนเวียนไปทุกวัน ไม่มีวันหยุด ไม่มีคำว่าพัก

 

ความขยันของลุงเริ่มผลิดอกออกผล แกประมูลงานโรงงานใหญ่ๆ ได้ กิจการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ลุงตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ สร้างโกดังเก็บสินค้าแห่งใหม่ และถอยรถบรรทุก 6 ล้อคันงามออกมาเพื่อรองรับงานที่ล้นมือ แววตาของลุงในช่วงนั้นเปี่ยมไปด้วยความหวัง แกคงมองเห็นอนาคตที่มั่นคงของลูกหลาน และความภาคภูมิใจในสิ่งที่แกสร้างมากับมือ

 

แต่ในความรุ่งโรจน์นั้น ผมกลับมองเห็น "เงามืด" ที่ซ่อนอยู่

 

ด้วยความที่ผมเองเคยผ่านประสบการณ์เฉียดตายจากการทำงานหนักมาก่อน ครั้งหนึ่งผมเคยบ้างานจนร่างกายประท้วง ต้องล้มหมอนนอนเสื่อรักษาตัวอยู่นานถึง 3 เดือน ช่วงเวลานั้นสอนให้ผมรู้ซึ้งว่า "เงินทองมากแค่ไหน ก็ซื้อสุขภาพที่เสียไปกลับคืนมาไม่ได้" เมื่อผมเห็นลุงทำงานแบบไม่ถนอมร่างกาย ผมจึงอดไม่ได้ที่จะเตือนด้วยความหวังดี

 

"ลุง... เพลาๆ บ้างนะครับ งานมันเยอะก็จริง แต่สุขภาพเราสำคัญกว่านะ" ผมเคยเปรยกับแกในวันที่เรายืนคุยกันข้างกองไม้

 

"ถ้าลุงเป็นอะไรไป เงินที่หามาได้ใครจะใช้ พักบ้างเถอะครับ"

 

ลุงหันมายิ้มให้ผม รอยยิ้มที่เปื้อนเหงื่อแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

 

"ไม่เป็นไรหรอกคุณกบ ลุงยังไหว สบายมาก" แกตบที่หน้าอกตัวเองเบาๆ "แค่ได้นอนพักตื่นมาก็หายเหนื่อยแล้ว งานกำลังเดิน รถก็เพิ่งถอย โกดังก็เพิ่งสร้าง ต้องรีบเอาหน่อย"

 

คำว่า "ไหว" ของลุง คือกำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดที่กั้นความห่วงใยของผมไว้ ผมเข้าใจดีถึงภาระที่แกแบกไว้บนบ่า การลงทุนก้อนโตมาพร้อมกับความกดดันที่ต้องหาเงินมาหมุนเวียน ผมจึงทำได้เพียงมองดูแกด้วยความเป็นห่วง และไม่กล้าไปเซ้าซี้อะไรมาก เพราะรู้ดีว่าคนวัยนี้ ความดื้อรั้นคือส่วนหนึ่งของศักดิ์ศรี

 

วันเวลาผ่านไป เครื่องจักรที่มีชื่อว่า "ลุง" ยังคงเดินหน้าทำงานอย่างหนักหน่วง เสียงเครื่องยนต์รถ 6 ล้อคันใหม่ยังคงวิ่งเข้าออกโรงงานไม่ขาดสาย จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง... วันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดกาล

 

เสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้น เป็นเบอร์ของป้า ภรรยาของลุง

 

"คุณกบ..." เสียงปลายสายสั่นเครือ และตามมาด้วยเสียงสะอื้นที่บาดลึกเข้าไปในใจผม "คุณกบ... มาเอาพาเลทหน่อยนะ..."

 

เสียงร้องไห้ของป้าทำให้ผมใจหายวาบ ลางสังหรณ์บางอย่างบอกผมว่า นี่ไม่ใช่การเจรจาธุรกิจปกติ

 

"ป้าครับ... เกิดอะไรขึ้น? ป้าร้องไห้ทำไมครับ?" ผมถามกลับไปเสียงรัว

 

"ลุง... ฮึก... ลุงแกล้ม..." ป้าพยายามรวบรวมสติเล่าเหตุการณ์ "หมอบอกว่าเส้นเลือดในสมองแตก ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล..."

 

วินาทีนั้น ภาพของลุงที่เคยแข็งแรง แบกไม้ สั่งงาน ตื่นตี 4 เลิก 2 ทุ่ม ไหลย้อนกลับมาในหัวผมเหมือนฉากในหนัง คำพูดของแกที่ว่า "ไหวอยู่ นอนพักก็หาย" ดังก้องสะท้อนไปมา แต่ความจริงตรงหน้าคือ ร่างกายมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร มันไม่มีอะไหล่เปลี่ยน และเมื่อมันพังทลายลง บางครั้งมันก็ไม่มีโอกาสครั้งที่สอง

 

ผมรีบขับรถไปหาป้าที่ร้าน บรรยากาศในโกดังที่เคยคึกคักดูเงียบเหงาลงถนัดตา กองพาเลทไม้ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิม แต่ "หัวเรือใหญ่" ผู้ขับเคลื่อนมันไม่อยู่แล้ว ผมได้แต่ปลอบใจป้า และบอกว่ามีอะไรให้ช่วยขอให้บอก ไม่ต้องเกรงใจ

 

ปาฏิหาริย์ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน...

 

หลังจากวันที่ป้าโทรมาแจ้งข่าวเพียง 1 สัปดาห์ ลุงก็จากไปอย่างสงบ

 

การจากไปของลุง ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความโศกเศร้าให้กับครอบครัว ธุรกิจที่กำลังไปได้สวย โกดังใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ รถ 6 ล้อคันใหม่ที่ยังวิ่งได้ไม่กี่หมื่นกิโลเมตร ทั้งหมดนี้กลายเป็นภาระหน้าที่ที่ป้าและลูกๆ ต้องเข้ามารับช่วงต่อ ทั้งที่ยังทำใจไม่ได้

 

 วันนี้เหลือเพียงความทรงจำ ผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าวันนั้นลุงยอมฟังคำเตือน ยอมลดงานลงสักนิด ยอมพักผ่อนให้มากขึ้น วันนี้แกอาจจะยังได้นั่งมองดูความสำเร็จของแก ได้เห็นรถ 6 ล้อวิ่งขนของ ได้เห็นลูกหลานเติบโต

 

เรื่องราวของลุง คือบทเรียนราคาแพงที่สอนใจผมและอยากจะส่งต่อให้ทุกคนได้รับรู้ โดยเฉพาะคนสู้งาน คนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว หรือผู้ประกอบการที่ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับธุรกิจ

 

เรามักจะหลงลืมไปว่า **"พาเลทไม้"** หรือสินค้าใดๆ ก็ตาม ถ้ามันแตกหักเสียหาย เรายังหาไม้ใหม่มาซ่อมแซม หรือซื้อพาเลทใบใหม่มาทดแทนได้ แต่ **"ร่างกายและชีวิต"** ของเรา ไม่มีอะไหล่สำรอง ไม่มีศูนย์ซ่อมที่ไหนจะการันตีได้ว่าจะทำให้กลับมาเหมือนเดิม 100%

 

ความขยันเป็นเรื่องที่ดี ความมุ่งมั่นเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมดุล อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือนจนถึงขีดสุด เพราะวันนั้นคำว่า "เดี๋ยวค่อยพัก" อาจจะกลายเป็น "การพักผ่อนตลอดกาล"

 

ความสำเร็จทางธุรกิจ จะมีความหมายอะไร หากเราไม่มีลมหายใจอยู่ชื่นชมมัน?

 

รถคันใหม่ โกดังหลังใหญ่ จะมีประโยชน์อะไร หากคนสร้างไม่มีโอกาสได้ใช้?

 

วันนี้ ธุรกิจของลุงยังคงดำเนินต่อไปด้วยฝีมือของป้าและลูกๆ แต่ผมเชื่อว่า ลึกๆ แล้วทุกคนยอมแลกทรัพย์สินทั้งหมดที่มี เพียงเพื่อให้ได้ "เสาหลัก" ของครอบครัวกลับคืนมา

 

สุดท้ายนี้ ขอให้เรื่องราวของลุงเป็นวิทยาทาน เป็นเครื่องเตือนใจให้กับทุกคนที่กำลังทำงานหนักจนลืมดูแลตัวเอง ให้หันกลับมารักร่างกายตัวเองให้มากขึ้น กอดคนที่รักให้นานขึ้น และใช้ชีวิตอย่างมีสติ

 

และหากบทความนี้สร้างประโยชน์ สร้างสติ หรือช่วยชีวิตใครสักคนจากการทำงานหนักเกินกำลังได้ ผมขอยกคุณงามความดีและบุญกุศลทั้งหมดนี้ อุทิศให้กับดวงวิญญาณของลุง ขอให้ลุงได้รับรู้และไปสู่ภพภูมิที่ดี พักผ่อนให้สบายนะครับลุง... งานทางนี้ไม่ต้องห่วง คนข้างหลังเขาจะดูแลต่อเอง

 

พักให้สบายครับลุง.

 

---

 
 




ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-13 15:18:07




"ของพวกนี้ ขายได้ด้วยหรือ?" พลิกขุมทรัพย์จากกองขยะที่ทุกคนมองข้าม

 "ของพวกนี้ ขายได้ด้วยหรือ?" พลิกขุมทรัพย์จากกองขยะที่ทุกคนมองข้าม


"ของพวกนี้ ขายได้ด้วยหรือ?" พลิกขุมทรัพย์จากกองขยะที่ทุกคนมองข้าม

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

 "ของพวกนี้ ขายได้ด้วยหรือ?" พลิกขุมทรัพย์จากกองขยะที่ทุกคนมองข้าม
 

เคยไหมครับ? ที่เดินผ่านกองขยะข้างบ้าน หรือเดินเข้าร้านสะดวกซื้อแล้วเห็นถุงพลาสติก ปลอกสายไฟ หรือแม้แต่เศษโฟมกันกระแทกที่แถมมากับตู้เย็นเครื่องใหม่ แล้วเผลอคิดในใจว่า "ทิ้งๆ ไปเถอะ รกบ้าน" แต่เชื่อไหมครับว่า สำหรับคนในวงการ "รีไซเคิล" สิ่งที่คุณกำลังจะโยนทิ้งนั้นอาจหมายถึง "กำไร" ที่ซ่อนอยู่

 

วันนี้เราจะมาคุยเกี่ยวกับเรื่องวัตถุดิบรีไซเคิลที่ขายได้ ซึ่งปกติโดยทั่วไปแล้วหลายๆ ท่านอาจจะไม่ทราบว่าวัตถุดิบรีไซเคิลพวกนี้สามารถขายได้ ปกติโดยทั่วไปตามร้านรับซื้อของเก่าที่เราคุ้นตากัน เขาก็จะซื้อของหลักๆ ทั่วไป คือ เหล็ก, กระดาษ, พลาสติก, ทองเหลือง, ทองแดง และอลูมิเนียม สิ่งเหล่านี้คือ "พระเอก" ของวงการ เป็นสินค้ายอดนิยมที่มีสภาพคล่องสูง มีการซื้อขายกันทั่วไปในร้านรับซื้อของเก่าแทบทุกหัวระแหง แต่ในความจริงแล้ว โลกของขยะยังมี "ตัวประกอบ" ที่มีมูลค่าไม่แพ้กัน เพียงแต่อาจจะต้องการความเข้าใจและการตลาดที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

 

บทนำ: จิตวิทยาของการมองเห็นมูลค่า

ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการรับซื้อของเก่ามานาน ผมพบว่าความแตกต่างระหว่าง "ขยะ" กับ "สินค้า" อยู่ที่ "ความรู้" ครับ วันแรกที่ผมเปิดร้าน ผมก็คิดเหมือนคนทั่วไปว่ารับซื้อแค่เหล็กกับกระดาษก็พอแล้ว แต่พอทำไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มเห็นว่า "ขยะทุกชิ้นมีโรงงานรองรับ" เพียงแต่เราต้องหาโรงงานนั้นให้เจอ วันนี้ผมจะพาไปเจาะลึกวัสดุแต่ละประเภทที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า "มันขายได้จริง" และมีราคาน่าสนใจไม่แพ้โลหะเลยทีเดียว

 

1. โฟม (EPS) - ขยะเบาหวิวที่ต้องการการบริหารจัดการ

หลายคนสงสัยว่าโฟมกันกระแทกสีขาวๆ ขายได้ด้วยหรือ? คำตอบคือ "ขายได้ครับ" โฟมเหล่านี้มีชื่อทางเทคนิคว่า Expanded Polystyrene (EPS) กระบวนการรีไซเคิลของมันค่อนข้างน่าสนใจ เพราะโฟมมีอากาศอยู่ภายในเยอะมาก โรงงานรีไซเคิลจะนำโฟมเหล่านี้เข้าเครื่องอัด (Densifier) เพื่อไล่อากาศออกและหลอมให้เป็นก้อนแข็ง (Ingots) ก่อนจะนำไปบดเป็นเม็ดพลาสติกเพื่อส่งต่อไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นๆ เช่น กรอบรูป, ไม้ฝาสังเคราะห์ หรือแม้แต่วัสดุก่อสร้าง แต่ร้านของเก่าทั่วไปมักไม่รับเพราะมัน "เปลืองที่" ดังนั้นหากคุณรวบรวมได้ปริมาณมากและหาโรงงานอัดโฟมได้ คุณจะพบว่ามันคือรายได้ที่สม่ำเสมอมาก

 

2. น้ำมันใช้แล้ว: จากครัวเรือนสู่พลังงานสะอาด

น้ำมันพืชที่ผ่านการทอดซ้ำจนดำปี๋ อย่าได้เทลงท่อระบายน้ำเป็นอันขาดครับ นอกจากจะทำให้อุดตันและทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว คุณยังทิ้งเงินไปฟรีๆ ปัจจุบันมีบริษัทที่รับซื้อน้ำมันพืชเก่าไปแปรรูปเป็น "ไบโอดีเซล" (UCO - Used Cooking Oil) ซึ่งมีความต้องการสูงมากในตลาดโลก ส่วนน้ำมันเครื่องเก่าจากรถยนต์ก็สามารถนำไปผ่านกระบวนการ Re-refined เพื่อนำกลับมาเป็นน้ำมันหล่อลื่นใหม่ หรือใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมหนักได้เช่นกัน

 

3. อุตสาหกรรมสิ่งทอ: เศษผ้าที่ไม่มีใครเอา

ในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นและตัดเย็บ เศษผ้าที่เหลือทิ้งมีมูลค่าในตัวมันเอง เศษผ้าคอตตอนจะถูกคัดแยกตามสีและเนื้อผ้า เพื่อนำไปทำเป็น "ผ้าเช็ดเครื่องจักร" (Industrial Wiping Rags) สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนเศษผ้าที่เป็นใยสังเคราะห์หรือเศษด้ายจริงๆ จะถูกนำไปปั่นละเอียด (Shoddy) เพื่อใช้เป็นวัสดุบุในเฟอร์นิเจอร์ หรือทำเป็นแผ่นกันเสียงในรถยนต์ นี่คือเหตุผลที่โรงงานเย็บผ้าขนาดใหญ่ไม่มีขยะผ้าเหลือทิ้งเลย เพราะมีคนรอคอยรับซื้ออยู่ตลอด

 

4. Urban Mining: เหมืองทองในบ้านคุณ

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) คือ "ขุมทรัพย์" ที่แท้จริงของยุคดิจิทัล ในแผงวงจรคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือแม้แต่ในทีวีเครื่องเก่า มีโลหะมีค่าอย่าง ทองคำ (Gold), เงิน (Silver), แพลทินัม (Platinum) และทองแดง (Copper) ผสมอยู่ กระบวนการคัดแยกนั้นต้องใช้ความชำนาญและสารเคมีเฉพาะทางในการกัดกรดแยกแร่โลหะออกมา การขายแผงวงจรเหล่านี้ต้องอาศัยการคัดเกรด เช่น เกรด A (แผงคอมพิวเตอร์), เกรด B (แผงเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป) ซึ่งราคาสูงต่ำตามปริมาณโลหะมีค่าที่แฝงอยู่

 

5. ยางรถยนต์: การจัดการที่คุ้มค่า

ยางรถยนต์ที่หมดสภาพแล้วไม่ได้มีไว้แค่ทำชิงช้า แต่ยังสามารถนำไปผ่านกระบวนการ "Pyrolysis" ซึ่งเป็นการเผาในระบบปิดไร้ออกซิเจน เพื่อเปลี่ยนยางให้เป็นน้ำมันเตา, คาร์บอนแบล็ค และลวดเหล็ก หรืออีกทางหนึ่งคือนำไปบดเป็นเม็ดพื้นยาง (Crumb Rubber) เพื่อทำลู่วิ่งในสนามกีฬาหรือพื้นยางกันกระแทกในสวนเด็กเล่น

 

6. วัสดุเฉพาะทางที่คนมักมองข้าม

- ขี้ตัดแก๊สจากเหล็ก: เวลาช่างตัดเหล็กด้วยแก๊สจะมีเศษเหล็กละลายกระเด็นออกมาเป็นเม็ดเล็กๆ น้ำหนักดีมากครับ ขายได้ในราคาเหล็กหล่อ

- กระสอบปุ๋ยและถุงพลาสติก: ถุงพลาสติกที่เราใช้กัน (PE, PP) ถ้าล้างสะอาดและคัดแยกตามสี จะมีโรงงานหลอมพลาสติกรอรับซื้อเพื่อไปทำถุงขยะหรือท่อเกษตร

- เชือกเรือและสายรัด PP: สายรัดกล่องที่รัดสินค้ามาอย่างแน่นหนา ผลิตจากพลาสติกโพลีโพรพิลีน (PP) เกรดดี สามารถนำกลับไปหลอมใหม่ได้คุณภาพใกล้เคียงของเดิมมาก

- กล่องฟิวเจอร์บอร์ด: แผ่นพลาสติกลูกฟูกที่เรามักเห็นตามป้ายโฆษณา ก็ขายได้เช่นกันในกลุ่มพลาสติก PP

 

ทำไมร้านทั่วไปถึงไม่นิยมซื้อ?

ปัญหาหลักคือ "การจัดการ" และ "ต้นทุนการขนส่ง" ครับ ของบางอย่างเช่นโฟมหรือเศษผ้า มีน้ำหนักเบามากแต่กินพื้นที่มหาศาล รถกระบะหนึ่งคันอาจขนโฟมได้แค่น้ำหนักไม่กี่กิโลกรัม ทำให้ไม่คุ้มค่าน้ำมัน ร้านรับซื้อขนาดเล็กจึงมักจะตัดใจไม่รับเพื่อเอาพื้นที่ไปเก็บเหล็กหรือกระดาษที่น้ำหนักดีกว่า

 

คำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นธุรกิจหรืออยากขาย

หัวใจสำคัญคือ "การจับคู่ตลาด" ครับ ในปัจจุบันเรามีเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย ลองค้นหาในโซเชียลมีเดียด้วยคำว่า "รับซื้อโฟม", "รับซื้อเศษผ้า" หรือ "รับซื้อน้ำมันเก่า" คุณจะพบเครือข่ายของผู้รับซื้อเฉพาะทางเหล่านี้ การรวบรวมสิ่งของเหล่านี้ให้ได้ปริมาณที่มากพอจะทำให้คุณมีอำนาจต่อรองเรื่องราคามากขึ้น

 

บทสรุป: ขยะคือทรัพยากรที่วางผิดที่

การมอง "ขยะ" ให้เป็น "เงิน" ไม่ใช่แค่เรื่องของผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ทุกครั้งที่เราคัดแยกและส่งวัสดุเหล่านี้คืนสู่กระบวนการรีไซเคิล เรากำลังช่วยลดการขุดทรัพยากรใหม่ขึ้นมาใช้ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และช่วยให้โลกใบนี้ยังคงน่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

 

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนๆ ทุกคนที่สนใจในวงการรีไซเคิล หรือแม้แต่คนที่อยากจะจัดการขยะในบ้านให้เกิดมูลค่าสูงสุด จำไว้ว่า "ไม่มีอะไรที่ไร้ค่า ถ้าเราหาคุณค่าของมันจนเจอ" ขอบคุณครับ





ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-13 13:25:22




เตือนภัยอาชีพรับซื้อของเก่า รับซื้อของเก่า!!!! ระวังรับซื้อของโจร คู่มือเถ้าแก่ยุคใหม่ ให้ไกลคุก 5 ปี!

เตือนภัยอาชีพรับซื้อของเก่า รับซื้อของเก่า!!!! ระวังรับซื้อของโจร คู่มือเถ้าแก่ยุคใหม่ ให้ไกลคุก 5 ปี!


เตือนภัยอาชีพรับซื้อของเก่า รับซื้อของเก่า!!!! ระวังรับซื้อของโจร คู่มือเถ้าแก่ยุคใหม่ ให้ไกลคุก 5 ปี!

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

เตือนภัยอาชีพรับซื้อของเก่า

รับซื้อของเก่า!!!! ระวังรับซื้อของโจร

คู่มือเถ้าแก่ยุคใหม่ ให้ไกลคุก 5 ปี!

 

เจาะลึกทุกแง่มุมของกฎหมาย "รับซื้อของโจร" ที่คนทำอาชีพรับซื้อของเก่าต้องรู้ จากประสบการณ์ตรงและการวิเคราะห์ทางกฎหมายเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจคุณ

 

1. จุดเริ่มต้น: เนื้อคู่ที่เสี่ยงคุก

 

จริงๆ แล้วผมมองว่ามันจะเป็นลักษณะ "เนื้อคู่" กัน คล้ายๆ กับกิ่งทองใบหยกครับ เพราะว่าอาชีพร้านรับซื้อของเก่าค่อนข้างที่จะ "สุ่มเสี่ยง" ในการเจอของที่ลักขโมยมาขาย ลองนึกภาพดูนะครับ ในแต่ละวันที่เราเปิดหน้าร้าน มีคนแปลกหน้าวนเวียนเข้ามาเอาของมาขายไม่ซ้ำหน้า บางคนมาแบบสุจริตจริงใจ บางคนมาพร้อมกับความเดือดร้อน แต่บางคน... มาพร้อมกับปัญหาใหญ่ที่อาจจะพาเราไปอยู่หลังพวงแก้มกำแพงคุกได้โดยไม่รู้ตัว

 

อาชีพเรามันแปลกครับ ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี ยิ่งมีคนหาของมาขายเยอะ และในบรรดาของเหล่านั้น มันมักจะมี "ของโจร" ปะปนมาเสมอ คนลักเล็กขโมยน้อยมักจะมองว่าร้านของเก่าคือ "ตู้เอทีเอ็ม" ที่กดเงินออกมาได้ง่ายๆ แค่แบกเหล็กมาแผ่นหนึ่ง แบกถังแก๊สมาใบหนึ่งก็ได้เงินแล้ว แต่สำหรับเราเถ้าแก่เจ้าของร้าน มันคือการเดินบนเส้นด้ายครับ หากก้าวพลาดเพียงนิดเดียว จากเถ้าแก่ที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว อาจกลายเป็นจำเลยในคดีอาญาทันที

 

คำเตือนสำคัญ:

 

การรับซื้อของโจรมีโทษอาญาเท่ากับการลักทรัพย์ หากคุณถูกจับได้ว่ารับซื้อของที่มาจากการกระทำความผิด คุณอาจต้องรับโทษหนักเทียบเท่าโจรคนนั้น!

 

2. บทลงโทษ: ติดคุก 5 ปี ไม่ใช่เรื่องเล่น

 

มาดูที่ข้อกฎหมายกันหน่อยครับ บทลงโทษของร้านรับซื้อของเก่าในการรับซื้อของโจรนั้น "การจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือว่าทั้งจำทั้งปรับ" จริงๆ แล้วผมมองว่าบทลงโทษนี้ค่อนข้างที่จะเยอะมากครับ มีโทษพอกับคนลักขโมยมาขายเลยครับ

 

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูนะครับ ถ้าหากถูกจำคุก 5 ปี เราจะเสียอิสรภาพไปขนาดไหน? 5 ปีที่ไม่ได้ดูแลลูกเมีย 5 ปีที่ธุรกิจที่เราปั้นมาต้องล่มสลาย เพียงเพราะเราอยากได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ จากของที่ดู "คุ้มค่า" เกินจริง เงินหมื่นเงินแสนที่หามาได้ทั้งชีวิต อาจไม่คุ้มกับการเสียเวลาในคุกแม้เพียงวันเดียว นี่คือความจริงที่เจ็บปวดที่ผมอยากให้เพื่อนๆ ตระหนักไว้เสมอเวลามีคนเอาของมาขาย "ราคาถูกผิดปกติ"

 

3. การพิจารณาของศาล: เจตนาคือหัวใจ

 

เวลาเกิดเรื่องขึ้นมา ศาลเขาตัดสินอย่างไร? ศาลเขาไม่ได้ดูแค่ว่าของชิ้นนั้นเป็นของโจรหรือไม่ แต่เขาจะมองดูถึง "เจตนารมณ์" ของเราเป็นหลักครับ คำถามคือ เราซื้อโดยบริสุทธิ์ใจ หรือซื้อโดยรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นของขโมยมา? ศาลมีบรรทัดฐานสำคัญอยู่ 2-3 ข้อที่เพื่อนๆ ต้องท่องให้ขึ้นใจ:

 

1. ราคาสินค้า (Price)

 

เราจะต้องซื้อของเก่าที่อยู่ในราคาตลาด ถ้าซื้อต่ำกว่าราคาท้องตลาดมากๆ ให้เราสันนิษฐานไว้ก่อนเลยนะครับว่าเป็นของโจร เช่น "เฮียผมเอาถังแก๊สมาขาย ผมขายให้ถูกๆ เลย ตอนนี้เดือดร้อนเงิน ขอแค่ 500 บาทพอ" ถังแก๊สใหม่ราคาหลายพัน มาขาย 500 บาท มันผิดปกติอย่างยิ่ง ศาลจะมองทันทีว่าเรารู้อยู่แล้วแต่ยังแกล้งโง่เพื่อเอาของถูก

 

2. เวลาการซื้อ (Timing)

 

เวลาสำคัญมากครับ อย่าไปรับซื้อช่วงเวลากลางคืนหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว เพราะศาลจะมองว่าเรามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ คนดีๆ ที่ไหนเขาแบกเหล็ก แบกปั๊มน้ำมาขายตอนเที่ยงคืน? ถ้าซื้อในเวลากลางวันที่มีคนพลุกพล่าน ศาลจะถือว่าเราไม่มีเจตนาซ่อนเร้น แต่ถ้าแอบซื้อกันตอนดึกๆ ดื่นๆ เตรียมตัวไปให้การที่ศาลได้เลยครับ

 

4. สินค้ายอดนิยม: ตัวล่อเป้าชั้นดี

 

สินค้าที่ร้านรับซื้อของเก่ามักจะเจอและมีปัญหาบ่อยที่สุด ได้แก่:ถังแก๊ส, ปั๊มน้ำ, รถมอเตอร์ไซค์, เครื่องยนต์, และเครื่องมือช่าง (หินเจียร, เครื่องตัดไฟเบอร์) ของพวกนี้มูลค่ามันสูงและเป็นที่ต้องการในตลาดมือสองมากครับ

 

ถังแก๊ส: ส่วนตัวผม "ไม่รับซื้อเลย" ตัดปัญหาจบครับ ใครมาเสนอขายถูกแค่ไหนก็ส่ายหน้า เพราะมันตรวจสอบยากว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง ยกเว้นจะเป็นร้านแก๊สที่เอามาขายเองซึ่งก็มีเอกสารชัดเจน

ซากมอเตอร์ไซค์/เครื่องยนต์: ถ้าเป็นซากมาต้องขอดูเอกสารสิทธิ์ทันที เช่น ทะเบียนรถ ใครมาบอกว่า "เฮียผมชำแหละเรียบร้อยแล้วเหลือแต่เศษเหล็ก" ผมไม่รับซื้อเลยนะครับ เพราะถ้าเลขเครื่องยังอยู่แล้วไปตรงกับรถที่แจ้งหาย เราก็โดนเต็มๆ

เครื่องมือช่าง: หินเจียรเอย เครื่องตัดไฟเบอร์เอย แนะนำว่า "ไปซื้อของใหม่เลยจะดีกว่า" ราคาไม่ได้แพงขนาดนั้น แต่ถ้าเรารับซื้อเข้ามาราคาถูกๆ เวลาจะเอามาใช้งานเองในร้านก็ไม่กล้าใช้ เพราะกลัวใจว่าวันดีคืนดีเจ้าของจริงเขาจะพาตำรวจมาเดินตรวจในร้าน

5. ของหลวง: ห้ามแตะเด็ดขาด

 

อันนี้คือ "ของต้องห้ามระดับสูงสุด" เลยครับ ได้แก่ ฝาท่อระบายน้ำ, ป้ายบอกทางตามข้างทาง, สายไฟหลวงอย่าไปรับซื้อของพวกนี้เด็ดขาด! ของหลวงนี่อันตรายมากครับ ในกรณีที่เราเผลอรับซื้อป้ายจราจรหรือฝาท่อเข้าไป แล้วมีการตรวจสอบขึ้นมา คุณจะอ้างว่า "คุณพี่ตำรวจครับ ผมไม่รู้เลยว่าเป็นป้าย" ตำรวจไม่มีทางเชื่อเราแน่นอนครับ!

 

ทำไมเขาไม่เชื่อ? เพราะโดยอาชีพร้านรับซื้อของเก่าอย่างเรา เราคลุกคลีกับสินค้าเหล่านี้ทุกวัน เราต้องรู้ครับว่าอันไหนคือเศษเหล็กทั่วไป อันไหนคือทรัพย์สินราชการ การอ้างว่าไม่รู้คือการฟังไม่ขึ้นในชั้นศาล และทางตำรวจจะทำการส่งฟ้องศาลสถานเดียว ไม่มีจบที่โรงพักแน่นอน

 

6. วิธีป้องกันตัว: คาถาเถ้าแก่หน้าใหม่

 

เพื่อไม่ให้เกิดกรณีรับซื้อของโจร และเพื่อรักษาอาชีพที่เรารักให้ยั่งยืน ผมมีคำแนะนำมาฝากเพื่อนๆ ดังนี้ครับ:

 

1

จดทะเบียนให้ถูกต้อง

 

ต้องไปขออนุญาตเปิดร้านรับซื้อของเก่าให้เรียบร้อย ค่าธรรมเนียมปีละ 5,000 บาท (หรือตามกฎหมายกำหนดในพื้นที่นั้นๆ) เวลาเกิดเรื่อง ใบอนุญาตคือด่านแรกที่ตำรวจจะขอดู ถ้าไม่มีใบอนุญาต คุณจะเสียเปรียบทางกฎหมายทันที

 

2

เอกสารบัตรประชาชนคือยันต์กันผี

 

ทุกครั้งที่มีคนเอาของมีค่า (ไม่ใช่แค่เศษขยะ) มาขาย ต้องขอบัตรประชาชนมาถ่ายเอกสารไว้ และให้เขาเซ็นรับรองกำกับว่าเอาอะไรมาขาย ถ้าเขาไม่ให้ บอกเลยว่า "ไม่ซื้อ" ตัดปัญหาไปเลยครับ ใครบริสุทธิ์ใจเขาต้องให้เราได้

 

3

หักห้ามใจเรื่อง "ของถูกตอนกลางคืน"

 

แนะนำเพื่อนๆ เถ้าแก่หน้าใหม่ที่อยากได้ของ อยากได้กำไร แต่อย่าไปรับของช่วงกลางคืนครับ มัน "ไม่คุ้มเสีย" ได้กำไรไม่กี่ร้อย แต่ต้องมานั่งเครียดเรื่องคดีความเป็นปีๆ ไม่สนุกเลยครับ

 

4

เน้นรับซื้อ "เศษสแคป" (Scrap)

 

เน้นที่ขวด กระดาษ พลาสติก เศษเหล็กย่อยๆ พวกที่เป็นเศษของเสียหายจริงๆ ของพวกนี้เราสามารถรับซื้อได้สบายใจ เพราะมันไม่มีมูลค่าในตัวมันเองเหมือนสินค้าสำเร็จรูป

 

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจและผู้ดำเนินกิจการร้านรับซื้อของเก่าทุกท่านนะครับ ทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง สุจริต และปลอดภัยจากคดีความครับ ขอบคุณมากครับ





ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-13 13:13:31




## วิกฤตเงียบที่สะเทือนทั้งวงการ: เมื่อเศษกระดาษมีราคาเท่ากับ "อากาศ 2559"

## วิกฤตเงียบที่สะเทือนทั้งวงการ: เมื่อเศษกระดาษมีราคาเท่ากับ "อากาศ 2559"


## วิกฤตเงียบที่สะเทือนทั้งวงการ: เมื่อเศษกระดาษมีราคาเท่ากับ "อากาศ 2559"

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

## วิกฤตเงียบที่สะเทือนทั้งวงการ: เมื่อเศษกระดาษมีราคาเท่ากับ "อากาศ 2559"
 
ในโลกของการรีไซเคิล ไม่มีใครคาดคิดว่าสินทรัพย์ที่เคยเป็น "ทองคำสีน้ำตาล" อย่างเศษกระดาษ จะมีวันที่ราคาร่วงลงเหวอย่างน่าใจหาย ปัญหาราคาเศษกระดาษตกต่ำในปี 2559 ถึงต้นปี 2560 ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในสมุดบัญชี แต่มันคือวิกฤตที่สั่นคลอนรากฐานของผู้ประกอบการ ตั้งแต่ "ซาเล้ง" ที่เก็บของตามริมทาง ร้านรับซื้อของเก่าขนาดเล็ก ไปจนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ประมูลงานโรงงานอุตสาหกรรม
 
สำหรับร้านรับซื้อของเก่าประเภท "ซื้อมาขายไป" วันต่อวัน อาจจะยังพอประคองตัวได้ แม้จะมีปัญหาเรื่องลูกค้าไม่อยากขายของให้เพราะราคาไม่จูงใจ แต่สำหรับกลุ่มที่ "สต็อกสินค้า" เพื่อเก็งกำไร หรือกลุ่มที่ทำสัญญาระยะยาวกับโรงงานอุตสาหกรรม วิกฤตนี้คือฝันร้าย เพราะราคากระดาษที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดสภาวะขาดทุนสะสม หลายคนต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยและค่าบริหารจัดการสต็อกที่มูลค่าลดลงทุกวินาที
 
## เจาะลึกชนวนเหตุ: "มังกรปิดประตู" และนโยบายที่เปลี่ยนโลก
 
จากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกพบว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อกลางปี 2560 (ต่อเนื่องจากสัญญาณเตือนในปี 2559) เมื่อรัฐบาลจีนประกาศสงครามกับมลพิษผ่านนโยบายยกเลิกนำเข้าขยะอุตสาหกรรม หรือที่เรียกกันว่า "National Sword" จีนซึ่งเคยเป็นผู้รับขยะรีไซเคิลรายใหญ่ที่สุดของโลก ตัดสินใจหยุดนำเข้าพลาสติก กระดาษที่ยังไม่แปรรูป และขยะสิ่งทอ
 
ข้อมูลจากเว็บไซต์ TODAY LINE และ ThailandBizChina ยืนยันตรงกันว่า มาตรการนี้ส่งผลกระทบทันทีต่อประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้ส่งออกขยะหลักอย่างอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือประเทศอังกฤษ ที่ต้องส่งขยะไปจีนปีละกว่า 500,000 ตัน โดยร้อยละ 55 ในจำนวนนั้นคือเศษกระดาษ เมื่อประตูจีนปิดลง ขยะมหาศาลเหล่านี้จึงหาที่ลงใหม่ และเป้าหมายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
 
## เมื่อไทยกลายเป็น "ถังขยะของโลก" และกลไกราคาที่บิดเบี้ยว
 
นิตยสารฐานเศรษฐกิจเคยตีแผ่ประเด็นเรื่อง "จีนยึดไทยเป็นที่ทิ้งขยะ" ผ่านการสำแดงเท็จในการนำเข้าวัตถุดิบรีไซเคิลจากต่างประเทศ เมื่อขยะทะลักเข้าสู่ไทย ปริมาณมหาศาลของกระดาษนอกที่มีคุณภาพดีกว่าและราคาถูกกว่า (เพราะประเทศต้นทางต้องการระบายทิ้ง) ได้เข้ามาเบียดตลาดกระดาษภายในประเทศ
 
นี่คือกลไกตลาดที่โหดร้ายที่สุด เมื่อผู้ขายมีจำนวนมหาศาลแต่ผู้ซื้อ (โรงงานผลิตกระดาษ) มีจำกัด โรงงานย่อมเลือกวัตถุดิบนำเข้าที่ราคาถูกกว่าและมีคุณภาพดีกว่าเพื่อลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ราคากระดาษในไทยที่เคยทรงตัวอยู่ที่ 4 บาทต่อกิโลกรัม ค่อยๆ ดิ่งลงมาเหลือเพียง 2 บาท หรือในบางพื้นที่อาจเหลือไม่ถึง 1.50 บาทด้วยซ้ำ
 
## บทเรียนจาก "เหล็กโอลิมปิก" สู่ "กระดาษตกค้าง"
 
หากจะหาความเหมือนในอดีต เราคงต้องมองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในช่วงที่จีนเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ความต้องการใช้เหล็กมหาศาลดันราคาเศษเหล็กจาก 10 บาทขึ้นไปแตะ 20 บาท แต่พอจบงานและความต้องการลดลง ราคาก็ดิ่งลงต่ำกว่า 5 บาทในชั่วพริบตา
 
สถานการณ์กระดาษครั้งนี้มีความต่างที่ซับซ้อนกว่า เพราะในขณะที่ราคาในไทยตกต่ำ แต่ในจีนเองราคากระดาษกลับพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบ สิ่งนี้กระตุ้นให้บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีนและไต้หวันแห่กันไปลงทุนในเวียดนาม เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตและรีไซเคิลแทน เพราะค่าแรงที่ถูกกว่าและความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์
 
## คำแนะนำถึงเพื่อนร่วมอาชีพ: สั้นให้ไว ยาวต้องระวัง
 
จากการวิเคราะห์ คาดการณ์ว่าราคาเศษกระดาษจะยังไม่ฟื้นตัวในเร็ววัน หรืออาจใช้เวลามากกว่า 1 ปีในการปรับฐานใหม่ เนื่องจากปริมาณสต็อกในตลาดโลกยังมีอยู่มหาศาล โรงงานอุตสาหกรรมได้ตุนวัตถุดิบราคาถูกไว้เต็มโกดังแล้ว
 
สำหรับเพื่อนๆ ที่ทำธุรกิจรีไซเคิลในตอนนี้:
1. **เน้นกระแสเงินสด (Cash Flow):** พยายามทำกำไรระยะสั้น ซื้อมาขายไปให้จบภายในรอบที่เร็วที่สุด อย่าถือสินค้านาน
2. **คัดเกรดสินค้า:** ในยามที่ราคาตกต่ำ คุณภาพคือตัวตัดสิน โรงงานจะเลือกซื้อเฉพาะกระดาษที่สะอาดและคัดแยกมาอย่างดี
3. **ปรับโมเดลธุรกิจ:** อย่าพึ่งพาสินค้าประเภทเดียว หากกระดาษราคาไม่ดี ลองหันไปดูโลหะหรือพลาสติกบางประเภทที่ตลาดยังมีความต้องการ
 
สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการทุกท่านที่กำลังแบกรับภาระสต็อกอยู่ วิกฤตครั้งนี้เป็นเพียงอีกบททดสอบหนึ่งของวงการรีไซเคิลไทย ใครที่ปรับตัวได้ไวและเข้าใจกลไกโลก ผู้นั้นจะอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในวันที่เมฆหมอกจางหายไป
 
ขอให้โชคดีในธุรกิจของท่านครับ!





ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-13 13:05:29




**เปลี่ยนขยะเป็นทองคำ: เจาะลึกขุมทรัพย์ "ของเก่าเฉพาะทาง" ธุรกิจทำเงินล้านที่คนส่วนใหญ่มองข้าม**

**เปลี่ยนขยะเป็นทองคำ: เจาะลึกขุมทรัพย์ "ของเก่าเฉพาะทาง" ธุรกิจทำเงินล้านที่คนส่วนใหญ่มองข้าม**


**เปลี่ยนขยะเป็นทองคำ: เจาะลึกขุมทรัพย์ "ของเก่าเฉพาะทาง" ธุรกิจทำเงินล้านที่คนส่วนใหญ่มองข้าม**

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

 

**เปลี่ยนขยะเป็นทองคำ: เจาะลึกขุมทรัพย์ "ของเก่าเฉพาะทาง" ธุรกิจทำเงินล้านที่คนส่วนใหญ่มองข้าม**

 
ในสายตาของคนทั่วไป "ของเก่า" อาจหมายถึงเศษขยะที่วางกองระเกะระกะรอวันซาเล้งมาขนไป แต่ในสายตาของนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจรับซื้อของเก่ามือโปร สิ่งเหล่านี้คือ "ทองคำ" ที่วางอยู่บนดิน เพียงแต่คุณต้องรู้วิธีขุดมันขึ้นมาเท่านั้น หลายคนบ่นว่าธุรกิจรับซื้อของเก่ากำไรน้อย งานเหนื่อย และต้องใช้ทุนสูง แต่เชื่อหรือไม่ว่า มีขุมทรัพย์อีกด้านหนึ่งที่ใช้เงินลงทุนต่ำกว่า แต่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหลายเท่าตัว หากคุณรู้วิธี "เลือกของ" และ "ต่อรอง" อย่างชาญฉลาด

 

วันนี้เราจะมากะเทาะเปลือกธุรกิจที่มักจะสอนกันเฉพาะในกลุ่มเครือญาติ และเปิดเผยกลยุทธ์การทำกำไรจากของเก่าที่มากกว่าแค่การชั่งกิโลขาย!

 

### 1. กับดัก "ของเก่าทั่วไป" vs. โอกาสใน "ของเก่าเฉพาะทาง"

 

หากคุณเดินเข้าไปถามร้านรับซื้อของเก่าทั่วไปว่า "กำไรดีไหม?" ส่วนใหญ่จะตอบว่า "พออยู่ได้" นั่นเป็นเพราะพวกเขากำลังเล่นอยู่ในตลาด **"ของเก่าทั่วไป" (General Scrap)** เช่น กระดาษ พลาสติก ขวดแก้ว หรือเศษเหล็ก ตลาดกลุ่มนี้มีข้อจำกัดที่น่ากลัวคือ **"ราคากลาง"**

 

ราคาเศษเหล็กจะถูกกำหนดจากเตาหลอม ส่งต่อมายังเอเย่นต์ใหญ่ และกระจายไปยังร้านรายย่อย ราคามันถูกล็อคไว้หมดแล้ว ส่วนต่างกำไร (Margin) จึงน้อยนิดเหลือเกิน แถมยังมีระบบแฟรนไชส์มากมายที่สอนแค่พื้นฐานเหล่านี้ เพราะมันเป็นระบบที่ตลาดต้องการหมุนเวียนของจำนวนมาก แต่กำไรต่อหน่วยต่ำ

 

ในทางกลับกัน **"ของเก่าเฉพาะทาง" (Specialized Junk)** คือโลกที่ไร้ราคากลางตายตัว เช่น พาเลทพลาสติกมือสอง แบตเตอรี่เก่า หรือแม้แต่เศษเหล็กสภาพดีที่สามารถนำไป Reuse เป็นเหล็กมือสองหน้าร้านได้ ของพวกนี้กำไรไม่ได้มาจากการชั่งกิโล แต่มาจากการ "คัดเกรด" และ "หาความต้องการ" ของตลาดให้เจอ นี่คือความลับที่คนทำธุรกิจนี้เขามักจะสอนกันแค่ในครอบครัว เพราะไม่อยากให้ใครมาแบ่งเค้กก้อนโตนี้ไป

 

### 2. โมเดล "ย้ายบ้าน-ปิดกิจการ": ขุมทรัพย์ที่ไร้คู่แข่ง

 

โอกาสทำเงินที่หอมหวานที่สุดในตอนนี้คือการรับซื้อของจากคนที่ **"ต้องการเอาออก"** มากกว่า **"ต้องการขาย"**

 

ลองนึกภาพคนที่ต้องย้ายบ้านด่วนไปต่างจังหวัด หรือร้านอาหารที่ต้องปิดตัวลงกระทันหัน สิ่งที่พวกเขาเผชิญคือ "ภาระ" ในการขนย้าย ของชิ้นใหญ่ๆ อย่างตู้เสื้อผ้า ชั้นวางของ ตู้เย็น แอร์ หรืออุปกรณ์ร้านอาหารอย่าง โต๊ะ เก้าอี้ และหุ่นโชว์เสื้อผ้า ของเหล่านี้หากต้องขนย้ายเองจะมีค่าใช้จ่ายสูงมากจนบางครั้งไม่คุ้มค่าเหนื่อย

 

นี่คือจุดที่นักลงทุนของเก่ามือโปรจะเข้าไปเสียบ! เพราะของเหล่านี้ **"ไม่มีราคากลาง"** ราคามันขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและการเจรจาล้วนๆ คุณสามารถซื้อของสภาพดีในราคาที่ต่ำจนน่าตกใจได้ เพียงแค่คุณรู้วิธีพูด

 

### 3. กลยุทธ์การเจรจาขั้นเทพ: ลดราคาด้วย "เหตุผล" ไม่ใช่ "อารมณ์"

 

การต่อรองราคาเพื่อซื้อของให้ได้ถูกที่สุด ไม่ใช่การไปกดขี่คนขาย แต่คือการชี้ให้เห็นถึง "ความเสี่ยง" และ "ต้นทุนแฝง" ที่เขาต้องแบกรับหากไม่ขายให้เรา ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุดคือ **"แอร์เก่า"**

 

สมมติคุณเจอแอร์ 9,000 BTU สภาพดีเครื่องหนึ่ง ถ้าซื้อใหม่พร้อมติดตั้งอาจจะ 12,000 - 13,000 บาท เจ้าของอาจจะอยากขายสัก 2,500 บาท แต่ในฐานะมือโปร คุณต้องชี้ให้เขาเห็นความจริงว่า:

*   **ค่าติดตั้งและรื้อถอน:** "พี่ครับ ผมซื้อไปผมต้องจ้างช่างมาถอด และคนที่จะซื้อต่อจากผมเขาก็ต้องจ้างช่างไปติดตั้งใหม่ มีค่าเดินสายไฟ ค่าน้ำยาแอร์ รวมๆ แล้วค่าแรงช่างอาจจะแพงกว่าค่าตัวแอร์อีก"

*   **ความเสี่ยงเรื่องประกัน:** "แอร์มือสองประกันหมดแล้วครับ ถ้าเขาซื้อไปแล้วคอมเพรสเซอร์พังวันรุ่งขึ้น คนซื้อต่อเขาจะมาด่าผม และเขาต้องรับความเสี่ยงสูงมาก เมื่อเทียบกับการซื้อแอร์ใหม่ที่มีประกัน 5-10 ปี"

 

เมื่อเราให้เหตุผลเรื่องความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายในการ Service ราคาจาก 2,500 บาท อาจจะจบลงที่ 800 - 1,000 บาทได้ไม่ยาก เพราะเจ้าของเองก็ไม่อยากแบกภาระในการหาช่างมาถอดแอร์ออกให้วุ่นวาย เช่นเดียวกับ "หุ่นโชว์" หรือ "กระจกบานใหญ่" ที่เราสามารถอ้างเรื่องการขนย้ายที่เสี่ยงต่อการแตกหัก และระยะเวลาในการรอเนื้อคู่มาซื้อที่นานกว่าสินค้าทั่วไป เหตุผลเหล่านี้จะทำให้ผู้ขายยอมปล่อยของในราคาที่เราทำกำไรได้งาม

 

### 4. แหล่งทำเงิน: เปลี่ยนของในมือให้เป็นเงินสด

 

เมื่อคุณได้ของดีราคาถูกมาแล้ว คำถามคือจะไปขายที่ไหน? ยุคนี้ช่องทางการระบายของกว้างขวางกว่าที่เคย:

*   **ตลาดนัดของมือสอง:** ส่งต่อให้พ่อค้าแม่ค้าที่รับของไปขายปลีกต่อ พวกเขาต้องการของสภาพดีไปวางขายอยู่แล้ว

*   **ทำเลทอง "นิคมอุตสาหกรรม":** แหล่งชุมชนคนทำงานที่มีการโยกย้ายบ่อย กลุ่มคนเหล่านี้มองหาเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามือสองราคาประหยัดเพื่อใช้ในห้องเช่าหรือหอพัก

*   **พลังของ Facebook Groups:** นี่คือทางลัดที่ทรงพลังที่สุด เข้าไปในกลุ่ม "ซื้อขายของมือสองประจำจังหวัด" หรือ "กลุ่มคนรักเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า" โพสต์รูปสวยๆ ให้ข้อมูลชัดเจน รับรองว่าโทรศัพท์คุณจะดังไม่หยุด

 

### 5. สูตรลับ Synergy: ธุรกิจรับซื้อ x รถรับจ้าง

 

หากคุณอยากจะสเกลธุรกิจนี้ให้โตแบบก้าวกระโดด เคล็ดลับคือการมี **"รถกระบะหรือรถ 6 ล้อรับจ้าง"** เป็นของตัวเอง หรือการจับคู่ธุรกิจ (Synergy) กับรถรับจ้าง

 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะเมื่อลูกค้าเรียกใช้บริการขนย้ายบ้าน คุณจะได้เห็น "สมบัติ" ทั้งหมดก่อนใคร ในจังหวะที่ลูกค้ากำลังวุ่นวายและไม่อยากขนของที่รกรุงรังไปด้วย คุณสามารถเสนอตัวว่า *"ชิ้นนี้พี่ไม่เอาใช่ไหมครับ ผมรับซื้อเลยนะ เดี๋ยวผมหักลดค่าขนส่งให้พี่ด้วย"*

 

ผลลัพธ์คือ:

1.  คุณได้ค่าจ้างขนย้าย (กำไรส่วนที่ 1)

2.  คุณได้ของมาขายในราคาถูกมากหรือได้มาฟรีๆ (กำไรส่วนที่ 2)

3.  ลูกค้าประทับใจที่ได้ลดค่าขนส่งและไม่ต้องจัดการขยะเอง (Win-Win Situation)

 

นี่คือโมเดลธุรกิจที่ร้านรับซื้อของเก่าทั่วไปทำไม่ได้ เพราะพวกเขาเน้นแค่การตั้งรับอยู่ที่ร้านและรอคนเอาของมาขาย ซึ่งต้องแบกรับค่าเช่าที่และพื้นที่จัดเก็บมหาศาล

 

### บทสรุป: เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ สู่กำไรที่ยั่งยืน

 

ธุรกิจรับซื้อของเก่าแบบเฉพาะทางไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้แรงงาน แต่เป็นเรื่องของ "สายตา" และ "ไหวพริบ" ในการมองเห็นมูลค่าที่ซ่อนอยู่ แม้ในช่วงแรกคุณอาจจะต้องเหนื่อยกับการหาทีมงานและที่จัดเก็บ แต่นี่คือธุรกิจที่ลงทุนต่ำแต่มีโอกาสทำกำไรสูงกว่าการฝากเงินในธนาคารหลายร้อยเท่า

 

จงจำไว้ว่า **"ขยะของคนหนึ่ง คือสมบัติของอีกคนหนึ่งเสมอ"** หน้าที่ของคุณคือการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองคนนั้นด้วยเหตุผลที่ชาญฉลาดและการบริการที่รวดเร็ว หากคุณเริ่มฝึกฝนตั้งแต่วันนี้ ไม่แน่ว่า "เศรษฐีของเก่า" คนต่อไปอาจจะเป็นคุณ!





ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-13 13:02:01




สาเหตุที่ทำให้ราคาเศษเหล็กภายในประเทศตกต่ำ

สาเหตุที่ทำให้ราคาเศษเหล็กภายในประเทศตกต่ำ


สาเหตุที่ทำให้ราคาเศษเหล็กภายในประเทศตกต่ำ

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

เมื่อ 'ขุมทรัพย์' กลายเป็น 'ขยะ': ย้อนรอยวิกฤตของเก่า 2562

 

ในปีพุทธศักราช 2562 ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของวงการรีไซเคิลไทยต้องจารึกไว้ว่าเป็นปีแห่ง "ความผันผวนขั้นสุด" หากใครที่อยู่ในแวดวงรับซื้อของเก่าหรือการบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ จะทราบดีว่าสถานการณ์ในปีนั้นไม่ต่างจากการเล่นรถไฟเหาะ เพียงแต่เป็นการขึ้นที่ไม่สูงนักแต่เป็นการดิ่งลงเหวที่ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายแทบจะปรับตัวไม่ทัน ความวุ่นวายนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่เหล็ก แต่มันสะสมพลังมาตั้งแต่ปลายปี 2561

 

สัญญาณเตือนภัยครั้งแรกดังขึ้นในกลุ่มพลาสติก เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างประเทศจีนประกาศ "ปิดประตูบ้าน" งดรับขยะรีไซเคิลจากทั่วโลก ด้วยเหตุผลด้านมลพิษภายในประเทศและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นตามนโยบาย National Sword พลาสติกจำนวนมหาศาลที่เคยถูกส่งออกไปจีนจึงทะลักกลับมาค้างอยู่ในตลาดอาเซียนรวมถึงไทย ส่งผลให้ราคาตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยวิกฤตของกลุ่มกระดาษ ที่ในช่วงต้นปี 2562 ราคากระดาษลังเคยยืนอยู่ที่ 4-5 บาท แต่พอผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนตุลาคม ราคาหน้าโรงอัดกลับดิ่งลงเหลือเพียง 2 บาทกว่าๆ นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่า พายุใหญ่กำลังจะพัดเข้าสู่อุตสาหกรรม "เหล็ก" ในลำดับถัดไป

 

เจาะลึกวิกฤตการณ์ "เหล็กราคาดิ่ง"

 

ช่วงกลางปี 2562 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนวงการค้าของเก่ามากที่สุด เมื่อราคาเศษเหล็กซึ่งเป็นหัวใจหลักของร้านรับซื้อ เริ่มปรับตัวลดลงแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จากเดิมที่เคยมีราคาซื้อขายสวยงามอยู่ที่ประมาณ 9-10 บาทต่อกิโลกรัมในช่วงต้นปี แต่พอเข้าสู่ช่วงกลางปี ราคาเริ่มขยับลงเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเดือนตุลาคม ราคาหน้าเตาหลอมเหลือเพียง 7 บาทกว่าๆ เท่านั้น ที่น่าแปลกใจคือ ข้อมูลในความเป็นจริงนั้น เศษเหล็กภายในประเทศเรามีไม่เพียงพอต่อการหลอมอยู่แล้ว แต่ทำไมราคาถึงยังตกต่ำสวนทางกับความต้องการ? คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา

 

สาเหตุที่ 1: กำแพงภาษีและ "เหล็กจีนทะลัก"

 

สาเหตุหลักที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ การที่เหล็กรูปพรรณจากประเทศจีนไหลทะลักเข้าสู่ประเทศไทยราวกับเขื่อนแตก ทุกคนทราบดีว่าจีนคือโรงงานของโลกที่มีกำลังการผลิตมหาศาล และจุดเด่นคือ "ราคาที่ถูกจนน่ากลัว" ไม่ใช่แค่เพียงสมาร์ทโฟนหรือสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล็กด้วย เหตุผลที่จีนทำราคาได้ต่ำกว่าใครเพื่อนเป็นเพราะการสนับสนุนอย่างหนักจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายแปลงหนี้สินให้เป็นทุน การลดอากรขาออก ไปจนถึงการอุดหนุนด้านพลังงาน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เหล็กจีนมีต้นทุนต่ำกว่าเหล็กที่ผลิตในไทยอย่างมหาศาล

 

เมื่อเศรษฐกิจภายในจีนเริ่มชะลอตัวลง ความต้องการใช้เหล็กในบ้านเขาจึงลดน้อยลงตามไปด้วย จีนจึงต้องเร่งระบายสต็อกเหล็กออกสู่ตลาดต่างประเทศ เดิมทีตลาดหลักคือสหรัฐอเมริกา แต่ทว่าทางรัฐบาลวอชิงตันได้ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าไว้สูงลิบลิ่ว ทำให้เหล็กจีนต้องเบนเข็มมายังตลาดอาเซียนที่มี "ประตูเปิดกว้างกว่า" นั่นก็คือประเทศไทยของเรานั่นเอง

 

สาเหตุที่ 2: ช่องโหว่ของกำแพงภาษีไทย

 

เมื่อพูดถึงเรื่องภาษีนำเข้า หากเราเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนจนน่าตกใจ กรณีสหรัฐอเมริกา พวกเขาจัดเก็บภาษีเหล็กเส้นรูปพรรณสูงถึง 106-110% เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยเราเรียกเก็บเพียง 12-36% เท่านั้น และหากไปดูที่กลุ่มเหล็กแผ่นรีดร้อน ประเทศอินเดียเก็บภาษีสูงถึง 489-561% แต่ไทยเราเก็บเพียงประมาณ 30.9% ช่องว่างของอัตราภาษีที่ต่ำนี้เองที่กลายเป็นแรงดึงดูดให้เหล็กจีนไหลเข้ามาได้ง่ายยิ่งขึ้น จนส่งผลให้เตาหลอมไทยหลายแห่งต้องลดกำลังการผลิตลง หรือหนักที่สุดคือ "ปิดไลน์ผลิต" แล้วหันมานำเข้าเหล็กสำเร็จรูปจากจีนแทน เพราะมันคุ้มค่ากว่าการเดินเครื่องหลอมเองท่ามกลางต้นทุนที่สูงและขาดการสนับสนุน

 

สาเหตุที่ 3: พายุเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า

 

อีกปัจจัยที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ สภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวที่เกิดจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งของสองยักษ์ใหญ่ส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึงภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นผู้ใช้เหล็กรายใหญ่ เมื่อยอดขายรถยนต์ทั่วโลกชะลอตัว ความต้องการใช้เหล็กก็ลดฮวบลงตามไปด้วย ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซานี้ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความไม่มั่นใจในการสต็อกสินค้า กระแสเงินสดในตลาดรีไซเคิลเริ่มฝืดเคือง ราคาเศษเหล็กจึงถูกกดต่ำลงตามแรงเสียดทานของตลาดโลก

 

ทางออกและโอกาสในความมืดมน

 

อย่างไรก็ตาม ในความมืดมนยังมีแสงสว่างที่น่าสนใจ หากภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ ผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) เช่น โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หากมีนโยบายบังคับหรือสนับสนุนให้ใช้ "เหล็กไทย" ก่อนเป็นอันดับแรก จะช่วยกระตุ้นความต้องการเศษเหล็กในบ้านเราให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง และช่วยพยุงราคาให้ปรับตัวสูงขึ้นได้ในระยะยาว

 

บทเรียนจากปี 2562 สอนให้ผู้ประกอบการรับซื้อของเก่ารู้ว่า "การปรับตัว" คือกุญแจสำคัญของการอยู่รอด ในโลกที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงกันหมดเพียงแค่จีนขยับตัว หรืออเมริกาเปลี่ยนนโยบาย ร้านของเก่าเล็กๆ ในจังหวัดไกลปืนเที่ยงก็อาจได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอเป็นกำลังใจให้ร้านรีไซเคิลทุกแห่งยังคงเข้มแข็งและก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ด้วยดีครับ

 

อ้างอิงข้อมูล:

• รายงานสถานการณ์วัสดุรีไซเคิลไทย ปี 2562

• ข้อมูลอัตราภาษีนำเข้าจากกรมศุลกากร (เปรียบเทียบปี 2562)

• ดัชนีราคาเศษเหล็กหน้าโรงหลอม (ต.ค. 2562)

• บทวิเคราะห์ผลกระทบสงครามการค้าต่อกลุ่มโลหะพื้นฐาน






ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-13 11:54:45




**เจาะลึกวิกฤต 2563: คัมภีร์รับซื้อของเก่า ฝ่าพายุเศรษฐกิจที่โหดร้ายกว่าปี 40**

 **เจาะลึกวิกฤต 2563: คัมภีร์รับซื้อของเก่า ฝ่าพายุเศรษฐกิจที่โหดร้ายกว่าปี 40**


**เจาะลึกวิกฤต 2563: คัมภีร์รับซื้อของเก่า ฝ่าพายุเศรษฐกิจที่โหดร้ายกว่าปี 40**

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

 **เจาะลึกวิกฤต 2563: คัมภีร์รับซื้อของเก่า ฝ่าพายุเศรษฐกิจที่โหดร้ายกว่าปี 40**

ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในวงการรีไซเคิลมานานจนผมหงอกเต็มหัว และได้เห็นวัฏจักรเศรษฐกิจขึ้นลงมาหลายระลอก ผมบอกได้คำเดียวว่า "ปี 2563 คือบททดสอบที่โหดหินที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา" หากปี 2540 คือ ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ ที่ทำลายสถาบันการเงิน ปี 2563 นี้ก็คือ ‘พายุสมบูรณ์แบบ’ (Perfect Storm) ที่ถล่มเข้าหาทุกภาคส่วนพร้อมกันโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า

 

### 1. ปฐมบทแห่งความเงียบงัน: เมื่อยักษ์ล้มและโลกหยุดหมุน

เพียงแค่ผ่านพ้นสองเดือนแรกของปี 2563 กลิ่นอายความพ่ายแพ้ทางเศรษฐกิจก็คละคลุ้งไปทั่ว ใครจะเชื่อว่ายักษ์ใหญ่แห่งวงการยานยนต์อย่าง Chevrolet จะประกาศปิดกิจการในไทยและเทขายรถลดราคา 50% แบบล้างสต็อก หรือแม้แต่ Toyota และ Honda ที่เคยเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่ง ยังต้องปรับลดพนักงานและเพิ่มวันหยุดเพื่อประคองตัว

 

ซ้ำร้าย โลกยังถูกซ้ำเติมด้วยไวรัส Covid-19 ที่ทำให้มังกรจีนต้องปิดประเทศ ภาคการท่องเที่ยวที่เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ของไทยกลายเป็นอัมพาต โรงแรมหรูที่เคยเนืองแน่นไปด้วยผู้คน กลับกลายเป็นอาคารร้างที่ประกาศขายกิจการกันระนาว ราคาทองคำพุ่งทะยานสูงสุดในรอบ 10 ปีจนคนต้องแห่ไปต่อคิวขายเพื่อประทังชีวิต สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ข่าวในทีวี แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยว่า "ฟองสบู่กำลังแตก" และมันจะหนักหนาสาหัสกว่าปี 2540 หลายเท่าตัวนัก

 

### 2. เมื่อกราฟราคาดิ่งลงเหว: บทวิเคราะห์ราคาเหล็กและทองแดง

ในฐานะคนทำของเก่า "ราคากลาง" คือลมหายใจของเรา แต่ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก ดีมานด์การใช้โลหะทั่วโลกหดตัวลงอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบรีไซเคิลดิ่งเหวอย่างน่าใจหาย

 

ลองพิจารณาดูครับ ทองแดงที่เคยเป็น 'ทองคำเปลว' ของวงการ ราคาเฉลี่ยเคยยืนอยู่ที่ 200 บาทต่อกิโลกรัม วันนี้ร่วงลงมาเหลือเพียง 140 บาท นี่คือการปรับตัวลดลงที่ต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ! ในขณะที่เศษเหล็กซึ่งเป็นสินค้าหลักของทุกร้าน จากที่ควรจะอยู่ที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม กลับรูดม่านลงมาเหลือเพียง 8 บาท ความต่าง 2 บาทนี้สำหรับรายย่อยอาจจะดูเล็กน้อย แต่สำหรับโรงหลอมหรือผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ถือสต็อกเป็นร้อยตัน มันคือความพินาศทางบัญชี จนเราเห็นภาพโรงหลอมหลายแห่งต้องยอมปิดเตาถาวรเพราะสู้ค่าไฟและราคาที่ผันผวนไม่ไหว

 

วงจรนี้ลามไปถึงงานประมูลโรงงาน เมื่อโรงงานอุตสาหกรรมปิดตัวลง ของเก่าอาจจะมีให้ซื้อเยอะขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาว "แหล่งกำเนิดขยะ" กำลังจะหายไป นี่คือความท้าทายที่คนรับซื้อของเก่าต้องมองให้ออก

 

### 3. พลิกวิกฤตเป็นโอกาส: สนามรบใหม่ของ 'มือใหม่ใจถึง'

ท่ามกลางกองซากปรักหักพัง ผมกลับมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่สำหรับคนที่เพิ่งก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้ หรือผู้ที่คิดจะขยายกิจการในช่วงนี้

 

*   **ต้นทุนเริ่มต้นต่ำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน:** เมื่อราคาของเก่าตกต่ำ คุณใช้เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) น้อยลงมากในการเติมสต็อกให้เต็มร้าน เงินก้อนเดิมที่เคยซื้อของได้ 1 ตัน วันนี้คุณอาจซื้อได้ถึง 1.5 ตัน

*   **โอกาสในโรงงานปิดตัว:** การประมูลทรัพย์สินจากโรงงานที่เลิกกิจการทำให้คุณเข้าถึง "ของเกรดพรีเมียม" เช่น เครื่องจักรเก่า สายไฟมอเตอร์ หรือโครงสร้างเหล็กคุณภาพสูงในราคาที่ถูกเหมือนได้เปล่า

*   **การสร้างภูมิคุ้มกันชั้นเลิศ:** หากคุณสามารถบริหารจัดการร้านให้รอดพ้นปี 2563 ไปได้ คุณจะได้รับ "วัคซีนทางธุรกิจ" ที่แข็งแกร่งที่สุด หลังจากนี้ไม่มีวิกฤตไหนจะทำอะไรคุณได้อีกแล้ว

 

### 4. สี่คัมภีร์เอาตัวรอด: กลยุทธ์ประคองเรือฝ่าคลื่นยักษ์

ในสถานการณ์ที่ราคาสวิงจนตั้งตัวไม่ติด ผมขอให้แนวทาง 4 ข้อที่ต้องยึดถือไว้อย่างเคร่งครัด:

 

**หนึ่ง: "ซื้อมา-ขายไป" คือหัวใจสำคัญ (Back-to-Back)**

ในยามที่ราคาทองแดงลงวันละ 2-3 บาท อย่าริอ่านเป็น "นักเก็งกำไร" โดยเด็ดขาด กำไรส่วนต่างเพียงเล็กน้อยในวันนี้ ดีกว่าการถือของไว้เพื่อหวังราคาขึ้นแล้วพบว่ามันดิ่งลงกว่าเดิม การรักษาสภาพคล่อง (Cash Flow) ให้หมุนเวียนตลอดเวลาคือการลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด

 

**สอง: ซื้อของแบบ "เผื่อเหลือเผื่อขาด" (Margin of Safety)**

เวลาตีราคาของจากลูกค้า ให้ลบส่วนต่างเผื่อราคาลงไว้เสมอ เช่น ถ้าราคาหน้าโรงหลอมอยู่ที่ 8 บาท คุณอาจจะต้องรับซื้อที่ 5.5 - 6 บาท เพื่อเป็นเกราะป้องกันหากพรุ่งนี้เช้าตื่นมาแล้วราคาหน้าโรงงานประกาศลดลงอีก การใจดีซื้อของแพงในวันนี้ อาจหมายถึงการปิดร้านในวันหน้า

 

**สาม: รัดเข็มขัดจนกิ่ว (Operation Cost Reduction)**

ตรวจสอบค่าใช้จ่ายทุกบาทในร้าน ตั้งแต่ค่าน้ำมันรถขนส่ง (จัดเส้นทางวิ่งให้คุ้มที่สุด) ไปจนถึงค่าโอทีพนักงาน อะไรที่ไม่จำเป็นต้องตัดทิ้งให้หมด ในสงครามที่ยืดเยื้อ ใครที่มี "ไขมัน" น้อยที่สุดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดจะเป็นผู้ชนะ

 

**สี่: เก็บเงินสดสำรอง (Cash is King)**

เงินสดคือออกซิเจนในยามวิกฤต เก็บเงินเย็นไว้ใช้ในเรื่องที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่าเพิ่งลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และจงระวังการให้เครดิตกับคู่ค้า เพราะในยามนี้ "หนี้สูญ" คือมัจจุราชที่น่ากลัวที่สุด

 

### บทสรุป: แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

เพื่อนร่วมอาชีพทุกท่านครับ ธุรกิจรับซื้อของเก่าคือ "กระดูกสันหลัง" ของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน แม้ในวันที่โลกย่ำแย่ ขยะและของเหลือใช้ยังคงถูกผลิตออกมาเสมอ วิกฤตปี 2563 นี้อาจจะโหดร้าย แต่มันก็เป็นเครื่องมือคัดกรอง "ตัวจริง" ออกจาก "ตัวปลอม"

 

จงใช้ช่วงเวลานี้ในการจัดระเบียบร้าน เรียนรู้เรื่องการคัดแยกวัสดุให้ละเอียดขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่า และบริหารเงินสดให้เข้มงวดที่สุด ผมเชื่อมั่นว่าพายุลูกนี้จะผ่านไป และเมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพกลับมาอีกครั้ง ร้านรับซื้อของเก่าที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ จะเป็นผู้ที่กอบโกยผลกำไรมหาศาลจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว

 

**ขอให้ทุกท่านมีสติ มีวินัย และมีกำลังใจที่เข้มแข็ง เราจะผ่านวิกฤตฟองสบู่แตกครั้งนี้ไปด้วยกันครับ!**





ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-13 11:48:55




** กำเงินล้านสุดท้าย พลิกวิกฤตตกงานสู่เศรษฐีรีไซเคิล: คัมภีร์ร้านของเก่าฉบับหมดเปลือก**

** กำเงินล้านสุดท้าย พลิกวิกฤตตกงานสู่เศรษฐีรีไซเคิล: คัมภีร์ร้านของเก่าฉบับหมดเปลือก**


** กำเงินล้านสุดท้าย พลิกวิกฤตตกงานสู่เศรษฐีรีไซเคิล: คัมภีร์ร้านของเก่าฉบับหมดเปลือก**

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

 

** กำเงินล้านสุดท้าย พลิกวิกฤตตกงานสู่เศรษฐีรีไซเคิล: คัมภีร์ร้านของเก่าฉบับหมดเปลือก**

 
สวัสดีครับน้องๆ และผู้ที่กำลังมองหาลู่ทางทำกินทุกท่าน
 
"พี่ครับ ตอนนี้ผมตกงานอยู่ มีทุนก้อนสุดท้ายประมาณหนึ่งล้านบาท ถ้าลงทุนทำร้านรับซื้อของเก่าช่วงนี้จะดีไหม? ต้องเริ่มยังไง? จะลงเครื่องจักรเลยดีไหม?"
 

นี่คือคำถามยอดฮิตที่เด้งเข้ามาในไลน์และกล่องข้อความของผมแทบทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงหลังยุคโควิดที่เศรษฐกิจยังลุ่มๆ ดอนๆ หลายคนกอดเงินก้อนสุดท้ายไว้ด้วยความกลัว แต่อยากให้มันงอกเงย ผมในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการ "ขยะเปลี่ยนโลก" นี้มากว่า 20 ปี ผ่านมาตั่งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ จนถึงโควิด เข้าใจความรู้สึกของความกังวลนั้นดีครับ

 

วันนี้ผมจะไม่ตอบแบบผ่านๆ แต่จะมา "กางตำรา" เขียนให้ละเอียดแบบจับมือทำ เพื่อให้เงิน 1 ล้านบาทของคุณ ไม่ละลายหายไปกับแม่น้ำ แต่กลายเป็นรากฐานที่มั่นคงสู่อาชีพที่ไม่มีวันตาย อย่างอาชีพ "ค้าของเก่า" ครับ

 

---

 

### บทนำ: ภาพความจริงของเศรษฐกิจและเงิน 1 ล้านบาท

 

ก่อนจะกระโจนลงไปในกองขยะ เราต้องมองภาพเศรษฐกิจให้ออกก่อนครับ ยุคนี้หลายอาชีพซบเซา โรงงานปิดตัว หรือลดกำลังการผลิต นั่นหมายความว่า "ขยะอุตสาหกรรม" หรือของเสียจากโรงงานที่เคยเป็นขุมทรัพย์ก้อนโตของร้านของเก่า มันลดน้อยลงไปมากครับ เมื่อคนไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย ขยะบรรจุภัณฑ์ตามบ้านเรือนก็ลดลงตามไปด้วย

 

ฟังดูน่าท้อใช่ไหมครับ? แต่ในวิกฤตมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ

 

เมื่อคนไม่มีเงิน สิ่งที่เขาจะทำคือ "ค้นบ้าน" ครับ เขาจะมองหาของเก่าที่เคยมองข้าม เหล็กเก่า เครื่องใช้ไฟฟ้าพังๆ กระดาษลังที่กองไว้ เพื่อนำมาเปลี่ยนเป็นเงินประทังชีวิต และนี่คือ "จังหวะทอง" ของร้านรับซื้อของเก่ารายย่อยที่เข้าถึงชุมชนครับ ดังนั้น ถ้าถามว่าเปิดได้ไหม? คำตอบคือ **"เปิดได้และควรทำ"** แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังและมีกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่มีเงินแล้วจะรอด

 

---

 

### ส่วนที่ 1: การเตรียมตัวและหัวใจของธุรกิจรีไซเคิล (ก่อนจ่ายเงินสักบาท)

 

การมีเงิน 1 ล้านบาท สำหรับธุรกิจนี้ถือว่า "พอดีคำ" ไม่มากไม่น้อย แต่ถ้าบริหารผิด เดือนเดียวก็หมดได้ครับ สิ่งแรกที่คุณต้องลงทุนไม่ใช่ที่ดิน ไม่ใช่ตาชั่ง แต่คือ **"ความรู้"**

 

ธุรกิจนี้กำไรมาจาก "การแยกประเภท" ครับ ถ้าคุณมองพลาสติกทุกชิ้นเป็นแค่ "พลาสติก" คุณเจ๊งแน่นอน คุณต้องมองให้ออกว่า:

*   **PET (ใส):** ขวดน้ำดื่ม ใส เหนียว ราคาดี

*   **HDPE (ขุ่น):** ขวดแชมพู ขวดนม แข็ง เหนียว

*   **PP (กรอบ):** กะละมัง ตะกร้า เก้าอี้พลาสติก

*   **PVC:** ท่อประปา สายยาง (อันนี้โรงงานรีไซเคิลบางที่รับ บางที่ไม่รับ ต้องดูตลาด)

 

หรืออย่าง **กระดาษ** ก็มีหลายเกรด:

*   **กระดาษจาบ:** กระดาษลังสีน้ำตาล (ราคาดีสุดในกลุ่มกระดาษทั่วไป)

*   **กระดาษขาวดำ:** กระดาษเอกสาร A4

*   **กระดาษเล่ม/สมุด:** ราคาจะตกลงมา

*   **กระดาษรวม:** เศษกระดาษคละกัน ราคาต่ำสุด

 

หัวใจสำคัญคือ **"ตาดู มือแยก สมองคำนวณ"** คุณต้องรู้ราคาตลาดกลาง (เช็คได้จากร้านใหญ่ๆ หรือเว็บวงษ์พาณิชย์ เป็นแนวทาง) แล้วหักลบค่าจัดการ ค่าขนส่ง เพื่อตั้งราคารับซื้อหน้าร้านของคุณ

 

---

 

### ส่วนที่ 2: ไขข้อข้องใจ "ซื้อมาขายไป VS ลงเครื่องจักร" (กับดักคนมีทุน)

 

คำถามที่น้องถามมาว่า *"จะรับซื้ออย่างเดียว หรือลงเครื่องอัดกระป๋องอลูมิเนียมดีไหม?"*

 

พี่ขอตอบแบบฟันธงในฐานะพี่สอนน้องเลยนะครับ: **"ช่วงเริ่มต้น อย่าหาทำครับ!"**

 

ด้วยเงินทุน 1 ล้านบาท การลงเครื่องจักร (Machinery) เป็นความเสี่ยงมหาศาลครับ

1.  **ต้นทุนจม:** เครื่องอัดไฮดรอลิกดีๆ ราคาหลักแสน ไหนจะค่าติดตั้งระบบไฟ 3 เฟส (ซึ่งแพงมาก)

2.  **ค่าบำรุงรักษา:** ซีลรั่ว น้ำมันไฮดรอลิก มอเตอร์ไหม้ ปัญหาจุกจิกที่จะดูดเงินคุณ

3.  **Volume (ปริมาณของ):** เครื่องจักรจะคุ้มทุนก็ต่อเมื่อคุณมีของป้อนมันตลอดเวลา ถ้าวันหนึ่งคุณรับซื้อกระป๋องได้แค่ 50 กิโลฯ แต่มีเครื่องอัดศักยภาพวันละ 1 ตัน เครื่องจักรจะกลายเป็นอนุสาวรีย์กินที่ทันที

 

**คำแนะนำของพี่:** ในช่วง 1-2 ปีแรก ให้เน้น **"Trading" (ซื้อมา-ขายไป)** ครับ รับซื้อ คัดแยกให้ละเอียด อัดแน่นด้วยแรงคนหรือเครื่องทุ่นแรงราคาถูก แล้วส่งขายให้ร้านใหญ่หรือโรงหล่อ ให้เขารับภาระเรื่องเครื่องจักรไป เรากินส่วนต่าง (Margin) ที่ปลอดภัยกว่า เก็บเงินสดไว้หมุนเวียนดีกว่าเอาไปจมกับเหล็กก้อนโตครับ

 

---

 

### ส่วนที่ 3: 5 เทคนิคเอาตัวรอดในยุคกำลังซื้อซบเซา (เจาะลึกยุทธวิธี)

 

จากข้อมูลเบื้องต้น พี่ขอขยายความ 5 ข้อนี้ให้เป็นคู่มือปฏิบัติการจริงครับ:

 

#### 1. อย่าสร้างวิมาน (ลงทุนโครงสร้างให้น้อยที่สุด)

หลายคนตกม้าตายเพราะสร้างโกดังสวยหรู ถมที่เทปูนหนาเตอะ หมดไป 5-6 แสน เหลือเงินหมุนซื้อของแค่ไม่กี่แสน พอของเต็มร้าน ไม่มีเงินสดจ่ายลูกค้า ก็จบครับ

*   **วิธีทำ:** เช่าที่ราคาถูก หรือใช้ที่ดินว่างเปล่า ปรับพื้นแค่พอรถเข้าได้ มุงหลังคาเมทัลชีทหรือสังกะสีเก่าเฉพาะจุดที่เก็บกระดาษ (กันฝน) ส่วนเหล็ก พลาสติก ขวดแก้ว ตากแดดได้ครับ ออฟฟิศใช้ตู้คอนเทนเนอร์มือสองหรือเพิงหมาแหงนไปก่อน **จำไว้: ลูกค้าไม่ได้ดูความสวยของร้าน เขาดูว่าคุณจ่ายสดและตาชั่งตรงไหม**

 

#### 2. ตีหัวเข้าบ้าน (ทำกำไรระยะสั้น)

ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน ราคาของเก่าขึ้นลงเหมือนหุ้น อย่าเป็นนักสะสมครับ

*   **วิธีทำ:** ซื้อของมา วันนี้เต็มคันรถ พรุ่งนี้วิ่งไปส่งร้านใหญ่ทันที อย่ารอให้เต็มโกดังแล้วค่อยไปส่งทีเดียว เพราะถ้าราคาร่วงลงมา 1-2 บาทต่อกิโลฯ กำไรที่คุณสะสมมาจะหายวับไปกับตา เน้นรอบเร็ว เงินหมุนไว กำไรน้อยหน่อยแต่ชัวร์ดีกว่า

 

#### 3. ซื้อของเก่าเผื่อราคาลง (Risk Management)

การตั้งราคารับซื้อ คือศาสตร์และศิลป์ อย่าตั้งราคาชนเพดานเพื่อแย่งลูกค้า

*   **วิธีทำ:** สมมติร้านใหญ่รับซื้อพลาสติกที่ กิโลฯ ละ 10 บาท อย่ารับซื้อที่ 8 หรือ 9 บาท ให้รับซื้อที่ 5-6 บาท คุณต้องเผื่อค่าความเสี่ยง 3 อย่าง:

    1.  **ราคาตลาดโลกตก:** (เช่น ราคาน้ำมันร่วง ราคาเม็ดพลาสติกก็ร่วง)

    2.  **สิ่งเจือปน (Dirt):** น้ำที่ค้างในขวด, ดินที่ติดมากับเหล็ก, สนิม

    3.  **น้ำหนักหาย:** ของบางอย่างตากแดดแล้วน้ำหนักลด

    การกดราคาอาจดูใจร้าย แต่คุณต้องอธิบายลูกค้าให้เข้าใจว่าเรามีต้นทุนการจัดการ ถ้าลูกค้าประจำเข้าใจ เขาจะขายเรายาวๆ ครับ

 

#### 4. รีดไขมันองค์กร (ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น)

ยุคนี้ "Cash is King" อะไรทำเองได้ ทำครับ

*   **วิธีทำ:** ช่วงแรกไม่ต้องจ้างลูกน้องเยอะ เจ้าของร้านต้องขับรถเป็น ยกของเป็น คัดของเป็น ถ้าจ้างลูกน้อง ให้จ้างรายวันหรือเหมาเป็นจ็อบ ค่าไฟ ค่าน้ำมันรถกระบะ ต้องทำบัญชีละเอียด วางแผนเส้นทางการวิ่งรับของ ไม่ใช่วิ่งรถเปล่าวนไปมา

 

#### 5. เปลี่ยนร้านขยะ เป็นร้านสะดวกซื้อ (ของมือสอง)

ข้อนี้คือ **"ไม้ตาย"** ที่พี่อยากเน้นที่สุด ในยุคที่คนจนลง เขาไม่ซื้อของใหม่ครับ เขาจะหาของมือสอง

*   **วิธีทำ:** แบ่งเงินทุนส่วนหนึ่ง (เช่น 50,000 - 100,000 บาท) ไปประมูลหรือรับซื้อของสภาพดีมาขายหน้าร้าน

    *   **เมทัลชีทมือสอง/สังกะสีเก่า:** ชาวบ้านเอาไปทำเล้าไก่ ต่อเติมครัว

    *   **ถัง 200 ลิตร (พลาสติก/เหล็ก):** ชาวสวนเอาไปใส่น้ำหมัก ทำแพลูกบวบ

    *   **เหล็กกล่อง/เหล็กรูปพรรณเก่า:** ช่างเชื่อมชอบมาก เพราะราคาถูกกว่าเหล็กใหม่ครึ่งต่อครึ่ง

    สิ่งนี้จะทำหน้าที่เป็น **"แม่เหล็ก"** ดึงคนเข้ามาที่ร้าน พอเขามาซื้อสังกะสี เขาจะเห็นว่า "อ้าว ร้านนี้รับซื้อขวดด้วยนี่นา" วันหลังเขาจะขนขวดมาขายคุณ มันคือการสร้าง Traffic ให้ร้านโดยไม่ต้องยิงโฆษณาครับ

 

---

 

### ส่วนที่ 4: การบริหารจัดการเงินหมุนเวียนและลูกน้อง

 

**เรื่องเงิน:**

ต้องทำบัญชี 2 เล่ม คือ "บัญชีรับซื้อ" และ "บัญชีขายออก"

ทุกเย็นต้องสรุปยอด: วันนี้เงินสดออกไปเท่าไหร่ ได้ของมากี่กิโลฯ (คำนวณเป็นมูลค่าสต็อก) และวันนี้ขายของออกไปได้เงินสดกลับมาเท่าไหร่

*   **จุดตาย:** ระวัง "เงินรั่ว" จากการเบิกเงินล่วงหน้าของลูกน้อง และการโกงตาชั่ง (ทั้งจากลูกน้องเราเองและลูกค้า)

*   **เทคนิค:** ติดกล้องวงจรปิดที่ส่องเห็นตัวเลขตาชั่งชัดเจน และเจ้าของร้านต้องเป็นคนอ่านน้ำหนักและจ่ายเงินเองในช่วงแรก

 

**เรื่องลูกน้อง:**

งานนี้เป็นงานหนัก สกปรก ร้อน หาคนทำยากและอยู่ทนยาก

*   **การดูแล:** ใจเขาใจเราครับ มีน้ำเย็นให้กิน เลี้ยงข้าวกลางวันบ้าง ให้ทิปเมื่อขายของได้กำไรดี อย่าดุด่ารุนแรง สอนเขาคัดแยกขยะให้เป็นวิชาชีพ ถ้าลูกน้องเก่ง เขาจะช่วยสกรีนของปลอม ของยัดไส้ ให้เราได้ครับ

 

---

 

### ส่วนที่ 5: โอกาสใหม่ๆ และการมองตลาด

 

นอกจากของพื้นฐาน (กระดาษ ขวด เหล็ก) ให้มองหา "ขยะกำไรสูง" หรือ Niche Market ครับ เช่น:

*   **แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste):** จากคอมพิวเตอร์เก่า มือถือพัง (ต้องศึกษาราคาดีๆ เพราะมีทองคำ/ทองแดงผสม)

*   **แบตเตอรี่เก่า:** ราคาค่อนข้างสูงและมีความต้องการตลอด

*   **เศษสแตนเลส/อลูมิเนียม:** ราคาแพงกว่าเหล็กมาก ต้องพกแม่เหล็กติดตัวไว้เสมอ (แม่เหล็กดูดสแตนเลสไม่ติด หรือติดน้อยมาก แล้วแต่เกรด)

 

การติดตามราคาตลาดโลก (LME - London Metal Exchange) อาจจะดูไกลตัว แต่ควรรู้เทรนด์คร่าวๆ เช่น ถ้าน้ำมันแพง พลาสติกมักจะแพง ถ้าเศรษฐกิจจีนดี ราคาเหล็กมักจะขึ้น เพราะจีนคือผู้บริโภคโลหะรายใหญ่

 

---

 

### บทสรุป: ก้าวแรกสำคัญที่สุด

 

น้องครับ และท่านผู้อ่านทุกท่าน...

 

เงิน 1 ล้านบาท อาจจะดูเยอะสำหรับบางคน แต่ในโลกธุรกิจ มันหมดได้ภายในพริบตาถ้าขาดสติ แต่ถ้าใช้มันด้วยปัญญา มันจะกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ได้

 

อาชีพรับซื้อของเก่า อาจจะดูมอมแมม มือเปื้อนฝุ่น เสื้อเหม็นกลิ่นขยะ แต่เชื่อพี่เถอะครับว่า **"เงินที่ได้มา มันสะอาดและหอมหวานมาก"** มันคืออาชีพที่ช่วยโลก ลดขยะ และสร้างรายได้ในวันที่คนอื่นมองไม่เห็นทาง

 

เริ่มจากเล็กๆ ทำร้านให้เป็นระเบียบ (แม้จะเป็นร้านของเก่าก็ต้องสะอาดในแบบของมัน) ซื่อสัตย์กับลูกค้า ตาชั่งต้องตรง ไปมาลาไหว้ อ่อนน้อมถ่อมตน แล้วลูกค้าจะรักและเอาของมาขายให้เราเอง

 

ในช่วงโควิดหรือเศรษฐกิจแย่แบบนี้ ให้มองว่าเราคือ "ธนาคารขยะ" ของชุมชน ที่ใครๆ ก็เอาขยะมาแลกเป็นเงินสดได้ ประคองตัวให้รอด เน้นกำไรรายวัน สะสมทุน และเมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวเต็มที่ วันนั้นคุณจะมีฐานลูกค้าและประสบการณ์มากพอที่จะขยายเป็นโรงงานใหญ่โต หรือจะลงเครื่องจักรก็ยังไม่สาย

 

ขอให้โชคดีกับก้าวแรกครับ ลุยเลย! พี่เป็นกำลังใจให้

 

**ด้วยความปรารถนาดี**

**จากพี่... ผู้ผ่านมาแล้วทุกกองขยะ**






ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-13 11:21:10




# พลิกขยะเป็นทอง! เจาะลึกยุค "คนเก็บของเก่า" ฟีเวอร์: เมื่อวิกฤตสร้างรายได้ใหม่ในกระเป๋าคุณ

# พลิกขยะเป็นทอง! เจาะลึกยุค "คนเก็บของเก่า" ฟีเวอร์: เมื่อวิกฤตสร้างรายได้ใหม่ในกระเป๋าคุณ


# พลิกขยะเป็นทอง! เจาะลึกยุค "คนเก็บของเก่า" ฟีเวอร์: เมื่อวิกฤตสร้างรายได้ใหม่ในกระเป๋าคุณ

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

 

 

# พลิกขยะเป็นทอง! เจาะลึกยุค "คนเก็บของเก่า" ฟีเวอร์: เมื่อวิกฤตสร้างรายได้ใหม่ในกระเป๋าคุณ

 

ในยุคที่โลกหมุนไปข้างหน้าด้วยความเร็วแสง แต่เศรษฐกิจกลับดูเหมือนจะเดินถอยหลัง หรืออย่างน้อยก็ย่ำอยู่กับที่ "ทางเลือก" ในการเอาชีวิตรอดจึงกลายเป็น "ทางรอด" ที่ทุกคนต้องขวนขวาย ล่าสุดหากใครได้ติดตามข่าวทางช่องอมรินทร์ 34 คงจะสะดุดตากับภาพข่าวที่น่าสนใจไม่น้อย นั่นคือภาพของร้านรับซื้อของเก่าที่คึกคักผิดหูผิดตา จากเดิมที่อาชีพเก็บของเก่าขายอาจจะถูกมองว่าเป็นงานของคนเฉพาะกลุ่ม แต่วันนี้ "นิวโนมอล" ของวงการขยะได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อคนทั่วไปพากันขนข้าวของในบ้านออกมาเปลี่ยนเป็นเงินสดจนเจ้าของร้านรับซื้อของเก่าถึงกับเอ่ยปากว่า "ของเข้าทั้งวันจนเคลียร์ส่งขายแทบไม่ทัน!"

 

วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า ทำไมอาชีพที่ดูเหมือนจะต่ำต้อยนี้ กลับกลายเป็นบ่อทองในยามวิกฤต และของชิ้นไหนบ้างที่คุณควรรีบเก็บ รีบแยก เพื่อเปลี่ยนมันเป็นค่าข้าว ค่ากาแฟ หรือแม้แต่ค่าน้ำค่าไฟในเดือนนี้

 

## 1. สมรภูมิขวดแก้ว: ขาว สีชา หรือรวมสี?

ขวดแก้วถือเป็น "พระเอก" ตลอดกาลในวงการของเก่า เพราะเป็นสิ่งที่ทุกครัวเรือนต้องมี ไม่ว่าจะเป็นขวดเครื่องดื่มปรุงอาหารหรือเครื่องดื่มแก้กระหาย ในตลาดรับซื้อของเก่าวันนี้ ขวดแก้วถูกแบ่งออกเป็น 3 ตระกูลหลักที่ราคาต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ:

 

*   **แก้วขาว (The White Gold):** นี่คือขวดแก้วที่ใสสะอาด ขาวบริสุทธิ์ เช่น ขวดโซดา ขวดเหล้าบางยี่ห้อ ราคาของมันสวยงามที่สุดในกลุ่ม โดยอยู่ที่ประมาณ **2.6 บาทต่อกิโลกรัม** เคล็ดลับคือต้องล้างให้สะอาดและไม่ให้มีเศษขยะข้างใน จะช่วยให้ได้น้ำหนักที่แท้จริงและราคาที่ไม่โดนหัก

*   **แก้วสีชา (The Amber Standard):** ได้แก่ขวดเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อดังอย่าง คาราบาวแดง หรือ M-150 กลุ่มนี้ราคาจะลดหลั่นลงมาเล็กน้อย อยู่ที่ประมาณ **2.4 บาทต่อกิโลกรัม** ข้อดีของกลุ่มนี้คือ "ปริมาณ" เพราะเป็นเครื่องดื่มที่คนไทยบริโภคกันเยอะมาก เก็บสะสมแป๊บเดียวก็ได้เป็นกิโลแล้ว

*   **แก้วรวม (The Mixed Crowd):** คือขวดแก้วสีเขียว หรือขวดที่ปนสีกันมา ราคาจะอยู่ที่ **2 บาทต่อกิโลกรัม** แม้ราคาจะต่ำสุด แต่ก็เป็นกลุ่มที่ราคาทรงตัวที่สุด ไม่ค่อยหวือหวาตามตลาดโลกเหมือนเหล็ก

 

## 2. อาณาจักรกระดาษลัง: ขุมทรัพย์หลังร้านโชห่วย

หากคุณเดินผ่านร้านขายของชำในซอยบ้าน แล้วเห็นกองกระดาษลังวางพะเนินเทินทึก นั่นแหละคือ "ทองคำแผ่น" ของคุณ! เศษกระดาษลัง หรือที่วงการเรียกว่า "จับจั้ว" มีราคาอยู่ที่ประมาณ **2.5 บาทต่อกิโลกรัม** แม้ตัวเลขดูไม่เยอะ แต่ลองนึกดูว่ากระดาษลังพับแบนๆ หลายๆ แผ่นรวมกัน น้ำหนักขึ้นไวมาก ใครที่อยากเริ่มหารายได้เสริม ลองผูกมิตรกับร้านโชห่วยแถวบ้าน ขอเหมาเศษกระดาษที่เขาไม่ได้ใช้ รับรองว่าเงินเข้ากระเป๋าแบบไม่ทันตั้งตัว

 

## 3. พลาสติก: ไม่ใช่แค่ลดโลกร้อน แต่คือการเพิ่มเงินออม

ขวดน้ำพลาสติก (PET) และพลาสติกสีต่างๆ เป็นสินค้ายอดนิยมที่ร้านของเก่ารับซื้อไม่อั้น แม้ช่วงนี้ราคาจะมีการปรับตัวลงบ้างตามกลไกตลาดและราคาน้ำมัน แต่การเก็บพลาสติกขายมีข้อดีมหาศาล คือมันช่วยลดมลพิษในชุมชน แทนที่จะทิ้งลงถังขยะให้กลายเป็นขยะย่อยสลายยาก การคัดแยกขวดน้ำใสออกจากฝาและฉลาก จะช่วยให้คุณขายได้ราคาดีขึ้นและร้านก็จัดการได้ง่ายขึ้นด้วย

 

## 4. เศษเหล็ก: หนักเข้าว่า ราคาตามเนื้อ

ในครัวเรือนเรามีเหล็กซ่อนอยู่ทุกที่! ไม่ว่าจะเป็นราวตากผ้าเก่าๆ ที่หักแล้ว, โครงเตาแก๊สที่สนิมเขรอะ, ที่นอนสปริงที่พังจนนอนไม่ได้ หรือแม้แต่แผ่นเมทัลชีทที่เหลือจากการซ่อมแซมบ้าน ของเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่ม "เหล็กบาง" ซึ่งมีมาขายเรื่อยๆ ราคาเหล็กอาจจะมีความผันผวนสูงกว่ากลุ่มแก้ว แต่ด้วยน้ำหนักที่เยอะ ทำให้การขายเหล็กแต่ละครั้งมักจะได้เงินเป็นก้อนโตกว่าสินค้าชนิดอื่น

 

## 5. ของหายากแต่ราคาสูง: แบตเตอรี่ ทองแดง ทองเหลือง

กลุ่มนี้คือ "แรร์ไอเทม" ของร้านรับซื้อของเก่า แม้จะไม่ค่อยมีคนมาขายบ่อยนักเพราะมักจะติดมากับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่ถ้าใครมีแบตเตอรี่รถยนต์เก่า หรือสายไฟที่ไม่ได้ใช้ (ที่มีทองแดงอยู่ข้างใน) อย่าทิ้งเด็ดขาด! เพราะราคาต่อกิโลกรัมของพวกมันสูงกว่าขวดแก้วเป็นสิบเท่าตัว

 

## เคล็ดลับการหาของเก่ามาขาย: เริ่มต้นที่ "บ้าน"

คำถามยอดฮิตคือ "แล้วจะไปหาของพวกนี้จากไหน?" คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ **เริ่มต้นที่การทำความสะอาดบ้านตัวเอง** ครับ! ลองสำรวจห้องเก็บของ ใต้บันได หรือหลังบ้าน คุณจะพบว่ามีขวดแก้วที่ลืมทิ้ง กระดาษลังจากพัสดุออนไลน์ และพลาสติกกองโต แยกพวกมันออกมาไว้คนละถุง

 

**เทคนิคพิเศษ:** หากคุณมีของสะสม ของตกแต่งบ้าน หรือของโบราณที่อยากขาย แนะนำว่าอย่าขายแบบชั่งกิโลรวมกับขยะทั่วไป แต่ให้รวบรวมไว้เยอะๆ แล้วโทรเรียก "คนรับซื้อของเก่า/ของโบราณ" โดยเฉพาะมาตีราคาเป็นชิ้นๆ ไป จะได้ราคาที่ดีกว่าการขายเป็นเศษเหล็กหรือเศษกระดาษหลายเท่า

 

## บทสรุป: อาชีพที่ไม่มีวันตายในยุคข้าวยากหมากแพง

การเก็บของเก่าขายในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องที่น่าอายอีกต่อไป แต่มันคือการบริหารจัดการทรัพยากรที่ชาญฉลาด ในยุคที่เงินทองหายาก การเปลี่ยนขยะให้เป็นทุนไม่เพียงแต่ช่วยให้เรามีรายได้เสริม แต่ยังช่วยลดภาระให้กับโลกใบนี้ด้วย

 

หากคุณยังไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง ก็ไม่จำเป็นต้องไปแย่งเก็บของตามถังขยะแข่งกับใคร ปล่อยให้โอกาสนั้นเป็นของคนที่เขาจำเป็นจริงๆ แต่สำหรับของในบ้านเราเอง การ "แยกก่อนทิ้ง" แล้วนำมา "ขาย" คือสิ่งที่เราทุกคนทำได้ทันที เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ แล้วคุณจะพบว่า ขยะในมือคุณ... มีค่ามากกว่าที่คิด!

 
 





ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-13 10:55:24




คัดของเก่า ขยะรีไซเคิลอย่างไรให้ขายได้ราคา: คู่มือฉบับเจาะลึกจากวงใน

คัดของเก่า ขยะรีไซเคิลอย่างไรให้ขายได้ราคา: คู่มือฉบับเจาะลึกจากวงใน


คัดของเก่า ขยะรีไซเคิลอย่างไรให้ขายได้ราคา: คู่มือฉบับเจาะลึกจากวงใน

ประเภท : นานาสาระ

รายละเอียด

 

 

คัดของเก่า ขยะรีไซเคิลอย่างไรให้ขายได้ราคา: คู่มือฉบับเจาะลึกจากวงใน

 

(เพื่อน) วันก่อนเอาของเก่าไปขายเต็มเที่ยวรถกะบะเลยนะเว้ย... ได้มาแค่ 200 บาทเอง! โคตรน้อยเลยว่ะ เสียเวลาจัด

(ผม) แล้วก่อนเอาไปขาย ได้คัดแยกขยะบ้างหรือเปล่าล่ะ?

(เพื่อน) โอ๊ย จะแยกทำไมวะ ก็เก็บๆ รวมๆ ใส่ท้ายรถนั่นแหละ แล้วก็ขับไปเทที่ร้านเลย สะดวกดี

(ผม) นั่นไงล่ะ... จุดเริ่มต้นของความจนเลยเพื่อนเอ๋ย!

 

บทนำ: ทำไม "ไม่คัดแยก" ถึงเท่ากับ "ขาดทุน"?

ประโยคสนทนาข้างต้นคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง หลายคนมองว่าขยะคือขยะ จะเอาไปขายก็คือการกำจัดมันทิ้งไปให้พ้นหูพ้นตา โดยหวังลึกๆ ว่าจะได้เงินกลับมาสักก้อน แต่เมื่อยอดเงินที่ได้รับมันน้อยจนไม่คุ้มค่าน้ำมันรถ หลายคนก็มักจะโทษร้านรับซื้อของเก่าว่า "กดราคา" หรือ "โกงตาชั่ง"

 

ในฐานะที่ผมเองก็เคยเป็นทั้งผู้ขาย (แบบไม่รู้อะไรเลย) และปัจจุบันก็ได้ขยับมาศึกษาจนเข้าใจกลไกของผู้ประกอบการร้านรับซื้อของเก่า ผมบอกได้เลยครับว่า ร้านเขาไม่ได้อยากกดราคาเราหรอกครับ แต่เขาให้ตามความสะดวกที่เขาได้รับ

 

1. ค่าแรงและการคัดแยก: ต้นทุนที่มองไม่เห็น

หัวใจสำคัญที่มีผลกับราคารับซื้อมากที่สุดคือ "การคัดแยก" ครับ ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าคุณเอาพลาสติกใส พลาสติกสี กระดาษลัง เศษกระดาษขาวดำ และขวดแก้วหลากยี่ห้อ โยนปนกันมาในกระบะรถ ร้านรับซื้อของเก่าเขาทำงานต่อลำบากมาก เขาไม่สามารถเอาของปนกันแบบนั้นไปส่งโรงงานหลอมได้เลย

 

เมื่อคุณส่ง "ขยะรวม" มา ร้านต้องจ้างพนักงานมานั่งเทกระบะ คัดมือทีละชิ้น แยกพลาสติกออกจากเหล็ก แยกกระดาษออกจากแก้ว ซึ่งค่าจ้างแรงงานและเวลาที่เสียไปนี้แหละคือต้นทุนที่เขาต้องหักออกไปจากราคารับซื้อของคุณ ผลลัพธ์คือเขาจะตีเป็น "ราคาเหมา" ซึ่งมักจะจบอยู่ที่ประมาณ 1 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น

 

ในขณะที่ถ้าคุณคัดแยกมาเรียบร้อย ร้านแค่จับชั่งน้ำหนักรายประเภท คุณจะได้ราคาเต็มตามเรตตลาด เช่น เหล็กหนาอาจจะได้ 8-10 บาท กระดาษลัง 4-5 บาท มันต่างกันมหาศาลนะครับ!

 

2. กลไกตลาดและเศรษฐกิจโลก

ราคาของเก่าไม่ได้คงที่ครับ มันขึ้นลงเหมือนราคาทองคำหรือน้ำมัน เพราะขยะรีไซเคิลคือ "วัตถุดิบต้นน้ำ" สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม

 

- ช่วงเศรษฐกิจดี: การก่อสร้างเยอะ ความต้องการเหล็กสูง ราคาเหล็กเก่าก็จะพุ่งสูงตาม

- ช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว: โรงงานลดกำลังการผลิต ความต้องการวัตถุดิบน้อยลง ราคาก็จะดิ่งลงตามกลไกตลาด

ดังนั้น อย่าแปลกใจถ้าปีที่แล้วขายได้ราคานี้ แต่ปีนี้ราคาหายไปครึ่งหนึ่ง มันคือกติกาของตลาดโลกที่สะท้อนมาถึงหน้าร้านรับซื้อแถวบ้านเรา

 

3. เจาะลึกโครงสร้างราคา (Pricing Chain)

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ผมขอแชร์ข้อมูล "วงใน" ของการกำหนดราคาที่ร้านของเก่าใช้กัน โดยปกติราคาจะถูกกำหนดมาเป็นทอดๆ ดังนี้ครับ:

 

3.1 ต้นทาง (โรงงาน/เตาหลอม):

กำหนดราคาซื้อเข้าตามราคาตลาดโลกให้กับตัวแทนส่งเหล็ก (Agent) โดยโรงงานส่วนใหญ่จะไม่ซื้อตรงจากรายย่อยเพราะต้องการระบบเครดิตและจำนวนที่แน่นอน

 

3.2 ตัวกลาง (ตัวแทนส่งของ):

จะหักกำไรจากร้านรับซื้อของเก่า ปกติจะหักประมาณ 0.20 บาทต่อกิโลกรัม ตัวแทนเหล่านี้จะทำหน้าที่สำรองเงินสดให้กับร้านรับซื้อเพื่อความคล่องตัว

 

3.3 ปลายทาง (ร้านรับซื้อของเก่า):

เมื่อร้านได้ราคากลางมา เขาต้องหักค่าใช้จ่ายส่วนของเขาเอง

- เหล็กหนา: มักหักประมาณ 0.80 บาท/กก.

- เหล็กบาง: มักหักประมาณ 1.40 บาท/กก. (เพราะเหล็กบางกินพื้นที่ขนส่งเยอะ ทำให้น้ำหนักต่อเที่ยวต่ำ ค่าขนส่งจึงแพงกว่า)

 

บทสรุป: ขายยังไงให้รวย?

ถ้าอยากเปลี่ยนขยะในบ้านให้เป็นเงินเก็บจริงๆ เริ่มต้นง่ายๆ ที่มือเราครับ:

1. แยกประเภทให้ชัดเจน: เหล็กส่วนเหล็ก กระดาษส่วนกระดาษ พลาสติกส่วนพลาสติก

2. ทำความสะอาดเบื้องต้น: เทน้ำออกจากขวด แกะเทปกาวออกจากลัง จะช่วยให้ร้านทำงานง่ายขึ้น

3. เช็กราคาหน้าเพจ: ติดตามราคาอัปเดตเพื่อจังหวะการขายที่ดีที่สุด

 

ครั้งหน้าถ้าจะขับกะบะไปร้านของเก่า อย่าลืมคัดแยกนะครับ แล้วคุณจะพบว่าขยะเที่ยวเดียวกันนั้น อาจจะไม่ได้แค่ 200 บาท แต่อาจจะกลายเป็นเงินหลักพันได้ไม่ยากเลย!

  




ดูรายละเอียดทั้งหมด -> เมื่อวันที่ : 2026-02-13 10:49:39