## วิกฤตเงียบที่สะเทือนทั้งวงการ: เมื่อเศษกระดาษมีราคาเท่ากับ "อากาศ 2559"
ในโลกของการรีไซเคิล ไม่มีใครคาดคิดว่าสินทรัพย์ที่เคยเป็น "ทองคำสีน้ำตาล" อย่างเศษกระดาษ จะมีวันที่ราคาร่วงลงเหวอย่างน่าใจหาย ปัญหาราคาเศษกระดาษตกต่ำในปี 2559 ถึงต้นปี 2560 ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในสมุดบัญชี แต่มันคือวิกฤตที่สั่นคลอนรากฐานของผู้ประกอบการ ตั้งแต่ "ซาเล้ง" ที่เก็บของตามริมทาง ร้านรับซื้อของเก่าขนาดเล็ก ไปจนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ประมูลงานโรงงานอุตสาหกรรม
สำหรับร้านรับซื้อของเก่าประเภท "ซื้อมาขายไป" วันต่อวัน อาจจะยังพอประคองตัวได้ แม้จะมีปัญหาเรื่องลูกค้าไม่อยากขายของให้เพราะราคาไม่จูงใจ แต่สำหรับกลุ่มที่ "สต็อกสินค้า" เพื่อเก็งกำไร หรือกลุ่มที่ทำสัญญาระยะยาวกับโรงงานอุตสาหกรรม วิกฤตนี้คือฝันร้าย เพราะราคากระดาษที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดสภาวะขาดทุนสะสม หลายคนต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยและค่าบริหารจัดการสต็อกที่มูลค่าลดลงทุกวินาที
## เจาะลึกชนวนเหตุ: "มังกรปิดประตู" และนโยบายที่เปลี่ยนโลก
จากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกพบว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อกลางปี 2560 (ต่อเนื่องจากสัญญาณเตือนในปี 2559) เมื่อรัฐบาลจีนประกาศสงครามกับมลพิษผ่านนโยบายยกเลิกนำเข้าขยะอุตสาหกรรม หรือที่เรียกกันว่า "National Sword" จีนซึ่งเคยเป็นผู้รับขยะรีไซเคิลรายใหญ่ที่สุดของโลก ตัดสินใจหยุดนำเข้าพลาสติก กระดาษที่ยังไม่แปรรูป และขยะสิ่งทอ
ข้อมูลจากเว็บไซต์ TODAY LINE และ ThailandBizChina ยืนยันตรงกันว่า มาตรการนี้ส่งผลกระทบทันทีต่อประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้ส่งออกขยะหลักอย่างอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือประเทศอังกฤษ ที่ต้องส่งขยะไปจีนปีละกว่า 500,000 ตัน โดยร้อยละ 55 ในจำนวนนั้นคือเศษกระดาษ เมื่อประตูจีนปิดลง ขยะมหาศาลเหล่านี้จึงหาที่ลงใหม่ และเป้าหมายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
## เมื่อไทยกลายเป็น "ถังขยะของโลก" และกลไกราคาที่บิดเบี้ยว
นิตยสารฐานเศรษฐกิจเคยตีแผ่ประเด็นเรื่อง "จีนยึดไทยเป็นที่ทิ้งขยะ" ผ่านการสำแดงเท็จในการนำเข้าวัตถุดิบรีไซเคิลจากต่างประเทศ เมื่อขยะทะลักเข้าสู่ไทย ปริมาณมหาศาลของกระดาษนอกที่มีคุณภาพดีกว่าและราคาถูกกว่า (เพราะประเทศต้นทางต้องการระบายทิ้ง) ได้เข้ามาเบียดตลาดกระดาษภายในประเทศ
นี่คือกลไกตลาดที่โหดร้ายที่สุด เมื่อผู้ขายมีจำนวนมหาศาลแต่ผู้ซื้อ (โรงงานผลิตกระดาษ) มีจำกัด โรงงานย่อมเลือกวัตถุดิบนำเข้าที่ราคาถูกกว่าและมีคุณภาพดีกว่าเพื่อลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ราคากระดาษในไทยที่เคยทรงตัวอยู่ที่ 4 บาทต่อกิโลกรัม ค่อยๆ ดิ่งลงมาเหลือเพียง 2 บาท หรือในบางพื้นที่อาจเหลือไม่ถึง 1.50 บาทด้วยซ้ำ
## บทเรียนจาก "เหล็กโอลิมปิก" สู่ "กระดาษตกค้าง"
หากจะหาความเหมือนในอดีต เราคงต้องมองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในช่วงที่จีนเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ความต้องการใช้เหล็กมหาศาลดันราคาเศษเหล็กจาก 10 บาทขึ้นไปแตะ 20 บาท แต่พอจบงานและความต้องการลดลง ราคาก็ดิ่งลงต่ำกว่า 5 บาทในชั่วพริบตา
สถานการณ์กระดาษครั้งนี้มีความต่างที่ซับซ้อนกว่า เพราะในขณะที่ราคาในไทยตกต่ำ แต่ในจีนเองราคากระดาษกลับพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบ สิ่งนี้กระตุ้นให้บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีนและไต้หวันแห่กันไปลงทุนในเวียดนาม เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตและรีไซเคิลแทน เพราะค่าแรงที่ถูกกว่าและความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์
## คำแนะนำถึงเพื่อนร่วมอาชีพ: สั้นให้ไว ยาวต้องระวัง
จากการวิเคราะห์ คาดการณ์ว่าราคาเศษกระดาษจะยังไม่ฟื้นตัวในเร็ววัน หรืออาจใช้เวลามากกว่า 1 ปีในการปรับฐานใหม่ เนื่องจากปริมาณสต็อกในตลาดโลกยังมีอยู่มหาศาล โรงงานอุตสาหกรรมได้ตุนวัตถุดิบราคาถูกไว้เต็มโกดังแล้ว
สำหรับเพื่อนๆ ที่ทำธุรกิจรีไซเคิลในตอนนี้:
1. **เน้นกระแสเงินสด (Cash Flow):** พยายามทำกำไรระยะสั้น ซื้อมาขายไปให้จบภายในรอบที่เร็วที่สุด อย่าถือสินค้านาน
2. **คัดเกรดสินค้า:** ในยามที่ราคาตกต่ำ คุณภาพคือตัวตัดสิน โรงงานจะเลือกซื้อเฉพาะกระดาษที่สะอาดและคัดแยกมาอย่างดี
3. **ปรับโมเดลธุรกิจ:** อย่าพึ่งพาสินค้าประเภทเดียว หากกระดาษราคาไม่ดี ลองหันไปดูโลหะหรือพลาสติกบางประเภทที่ตลาดยังมีความต้องการ
สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการทุกท่านที่กำลังแบกรับภาระสต็อกอยู่ วิกฤตครั้งนี้เป็นเพียงอีกบททดสอบหนึ่งของวงการรีไซเคิลไทย ใครที่ปรับตัวได้ไวและเข้าใจกลไกโลก ผู้นั้นจะอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในวันที่เมฆหมอกจางหายไป
ขอให้โชคดีในธุรกิจของท่านครับ!